แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าของพระธุดงค์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าของพระธุดงค์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[เรื่องเล่าของพระธุดงค์] ผีมาใส่บาตร...หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ



ผีมาใส่บาตร...หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ


"พระเทพวิทยาคม วิ. อุดมธรรมสุนทรปสาทกรวรกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี" หรือที่เรารู้จักกันในนาม "หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" ...เมื่อครั้งที่หลวงพ่อคูณ จาริกธุดงค์ ครั้งหนึ่งท่านออกธุดงค์ไปฝั่งลาว  

พรรษาแรก...ในแผ่นดินลาว ท่านปวารณาจำพรรษาอยู่ที่ "ภูควาย" โดยอาศัยถ้ำแห่งหนึ่งเป็นที่พักบำเพ็ญเพียรตลอดพรรษา โดยมีชาวบ้านป่าเชิงเขาอุปัฎฐากเรื่องอาหารขบฉัน เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจึง ลงจากภูควาย จาริกธุดงค์ต่อไปโดยมุ่งหน้าไปทางทุ่งไหหิน และได้หยุดยั้งปักกลดที่ "ทุ่งไหหิน" ตลอดอาณาบริเวณของทุ่งไหหินเป็นที่ราบกว้างไกลสุดสายตา คล้ายกับว่าเป็นทำเลที่ตั้งเมืองเก่าโบราณซึ่งได้ล่มสลายสูญหายไปหมดสิ้น ไม่เหลือให้เห็นแม้แต่ซากปรักหักพัง

ท่านหยุดยั้งอยู่ที่ทุ่งไหหินเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพราะเห็นว่าไม่ค่อยสัปปายะสมควรแก่การบำเพ็ญสมณธรรม ประกอบกับมีผู้คนจำนวนน้อยนิดที่อยู่อาศัยในเขตชายทุ่งไหหินและยังไม่นับถือพุทธศาสนา แต่กลับเลื่อมใสบูชาลัทธิผีบรรพบุรุษ มีเจ้าป่าเจ้าเขา ท่านจึงออกธุดงค์รอนแรมต่อไปโดยบ่ายหน้าสู่ทิศที่ตั้งของนครเวียงจันทน์

ในพรรษาที่ ๒... หลวงพ่อคูณจำพรรษาอยู่ที่วัดหนึ่งในนครเวียงจันทน์...หลังออกพรรษาแล้ว…ท่านธุดงค์ไปเรื่อยๆ หากพบหมู่บ้านก็พอได้อาศัยโคจรบิณฑบาต หากไม่พบพานชุมชนคนอาศัยก็เท่ากับอดอาหารงดฉันไปโดยปริยาย จากเวียงจันทน์ หลวงพ่อคูณจาริกไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง

และในพรรษาที่ ๓ ท่านจำพรรษาที่หลวงพระบางอีกหนึ่งพรรษา ครั้นออกพรรษาแล้วก็ออกธุดงค์จากทางเหนือล่องลงมาทางใต้ของประเทศลาวจนกระทั่งเข้าเขต "เมืองผาเลน"

และสถานที่แห่งนี้ นี่เอง..ห่างจาก เมืองผาเลนไปไม่ไกลนัก เมื่อท่านจาริกผ่านเชิงเขาขนาดย่อมก็พบถ้ำแห่งหนึ่งดูร่มรื่นสงัด เงียบเป็นที่น่าพอใจ ไม่ไกลจากถ้ำมีธารน้ำไหลใสสะอาด พออาศัยใช้เป็นน้ำสรง น้ำดื่มได้สะดวก และที่ตีนเขามีหมู่บ้านหลายหลังคาเรือน และชาวบ้านก็มีความเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อ ชาวบ้านเห็นท่านมาปักกลดบำเพ็ญธรรมอยู่ที่นี้ จึงพากันปีนเขาขึ้นมานมัสการถึงในถ้ำ แล้วนิมนต์ให้ท่านอยู่ที่ถ้ำนี้นานๆ เพื่อที่จะได้มีโอกาสทำบุญใส่บาตรสร้างกุศลกันบ้าง   เพราะไม่มีพระสงฆ์ผ่านมานานแล้ว ท่านก็รับนิมนต์ ทำให้ชาวบ้านพากันปีติยินดีกันทั่วหน้า และกล่าวย้ำแก่ท่านว่าอย่าได้วิตกกังวลเรื่องภัตตาหาร พวกเขาจะเตรียมอาหารไว้ใส่บาตรทุกๆ เช้ามิให้ขาด

คืนนั้น….หลวงพ่อคูณเข้าไปอาศัยถ้ำใหญ่แห่งนั้นเป็นที่บำเพ็ญเพียรด้วยความ รู้สึกปลอดโปร่งเป็นที่น่าพอใจ มีกระแสลมไหลผ่านวนเวียนตลอดเวลา

จนถึงเวลาเช้าตรู่….ขอบฟ้าเริ่มเรืองแสงจางๆ ท่านเตรียมตัวออกบิณฑบาต แต่อากาศขณะนั้นยังขมุกขมัวมืดมัวไปทั่ว ภูมิอากาศบนภูเขาก็มีหมอกลงจัดทำให้มองออกไปไกล ๆ ไม่ได้เลย ท่านสะพายบาตรออกจากบริเวณหน้าถ้ำเดินลงมาตามทางเล็กๆ ที่คดเคี้ยวและลาดชัน

จนมาถึงทางแยกลงทางที่ทอดลงไปยังหมู่บ้านเชิงเขา จึงตัดสินใจไปทางซ้าย เส้นทางสายนี้อ้อมภูเขาลาดลงไปไม่ชันนัก แต่ทางเดินออกจะรกเรื้อด้วยหญ้าและวัชพืชคลุมหน้าดินค่อนข้างหนา เดิน ตามทางไปสักครู่ฟ้าเริ่มสว่างและหมอกก็จางลง ท่านเพิ่งสังเกตว่าทางที่เดินผ่านไปนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนไปบรรจบที่ราบกว้าง มีเงาตะคุ่มของกองอิฐเก่า ๆ  ซึ่งทะลายลงมาระเกะระกะ และมีซากกำแพงปรักหักพังเป็นส่วนๆ อยู่ในบริเวณนั้น

ท่านรู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่เห็นภูมิประเทศออกจะประหลาดอยู่ เพราะจำได้ว่าตอนที่เดินผ่านหมู่บ้านก่อนจะขึ้นภูเขามาถึงถ้ำไม่เคยเห็นกอง อิฐกองหินหรือซากกำแพงแม้แต่น้อย แต่ทำไมเช้าวันนี้จึงได้มีสภาพแปลกตา หรือว่าท่านอาจจะมาผิดทาง เลยเดินเข้าหมู่บ้านด้านซึ่งไม่เคยผ่านมาก่อน

แล้ว ความคิดไม่แน่ใจก็เปลี่ยนไป เมื่อมองไปข้างหน้า เห็นชาวบ้านทั้งหญิงชายหลายคนยืนถือขันข้าวและถาดใส่อาหารรอใส่บาตรอย่างเงียบๆ อยู่ข้างทางเดิน

ท่านจึงเดินเข้าไปด้วยกริยาอันสำรวม สายตาทอดต่ำเพียงมองเลยไปแค่ ๓ – ๔ ก้าว ท่านรับข้าวและกับข้าวซึ่งห่อด้วยใบตองเป็นห่อเล็กๆ ไปจนสุดแถว แล้วท่านก็เดินกลับโดยอาการอันสงบเช่นเดิน ขณะที่เดินย้อนกลับขึ้นเขา ท่านยังมีข้อสงสัยอยู่อีกประการ หนึ่งก็คือ ทำไมชาวบ้านที่นำอาหารมาใส่บาตรจึงเงียบเชียบเหลือเกิน

ตลอดเวลาที่ท่านเดินผ่านไม่มีใครสนทนาพูดคุยกันเลย  ทุกคนที่ใส่บาตรแล้วหรือกำลังรอใส่บาตรต่างก็ยืนนิ่งทื่อๆ ไม่ขยับเขยื้อน หรือเดินไปเดินมาตามประสาคนทั่วไป ไม่มีการทักทายหรือพูดคุยซึ่งกันและกัน ซึ่งผิดวิสัยธรรมชาติของสังคมคนหมู่มาก ทำให้บรรยากาศดูสงัดวังเวงบอกไม่ถูก ท่านครุ่นคิดเพียงครู่ ก็เลิกใส่ใจ เห็นว่าไร้สาระที่จะนำมาเป็นกังวล จึงเดินมาตามเส้นทางเดิมซึ่งทอดอ้อมเขาขึ้นมาจนถึงถ้ำ

หลังจากท่านฉันเสร็จเรียบร้อย จึงนำเศษอาหารที่เหลือจากฉัน นำมากองไว้บนก้อนหินเพื่อให้ทานแก่สัตว์ ตัวเล็กๆ อีกต่อหนึ่ง และนำบาตรไปชำระล้างที่ลำธาร เสร็จแล้วจึงนำบาตรกลับมาผึ่งแดดที่หน้าถ้ำ จากนั้นจึงเข้าที่ปฏิบัติทางจิต นั่งสมาธิสลับกับการเดินจงกรม กระทั่งครบกำหนดเวลาในตอนเย็นจึงไปสรงน้ำที่ลำธาร

คราว นี้ท่านรู้สึกแปลกใจที่เห็นเศษข้าวเศษอาหารซึ่งท่านวางกองไว้บนก้อนหินมิได้พร่องไปเลย  แสดงว่าไม่มีสัตว์เล็กๆ เข้ามากินแม้แต่ตัวเดียว นับว่าแปลกเอาการ เพราะตลอดระยะเวลาที่ท่านเดินธุดงค์ หากมีเศษอาหารเหลือจากฉันแล้ว ท่านวางกองทิ้งไว้ สัตว์เล็กๆ จะเข้ามากินจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือทุกครั้ง แต่สำหรับครั้งนี้ แม้แต่มดตัวเล็กๆ ก็ยังไม่มาตอมเสียด้วยซ้ำ

เช้าวันต่อมา...ก่อนออกบิณฑบาต ท่านแวะไปดูกองเศษข้าวและเศษอาหารเพราะกลัวจะบูดเน่า ปรากฎว่าหายไปหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือเศษเล็กเศษน้อยตกค้างเอาไว้เลย เมื่อเข้าไปพิจารณาดูใกล้ ๆ ยิ่งน่าแปลกหนักเข้าไปอีก เพราะถ้าหากมีสัตว์มากินเศษอาหารจะต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่เท่าที่เห็นบนก้อนหินเกลี้ยงเกลาประหนึ่งไม่เคยวางเศษอาหารใดๆ เอาไว้เลย ดุจ….เศษอาหารทั้งหมดหายวับไปเฉยๆ

ท่านอยู่ปฏิบัติสมณธรรมที่ถ้ำผาเลนได้ ๓ – ๔ วัน ชาวบ้านตีนเขาหลายคนได้ขึ้นมาหาหลวงพ่อถึงที่ถ้ำด้วยความเป็นห่วง เพราะตั้งแต่ท่านมาอยู่ ไม่เคยลงไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านเลยทั้งๆ ที่รับนิมนต์ชาวบ้านไว้แล้ว

หลวงพ่อคูณบอกว่า "ได้ลงเขาไปบิณฑบาตทุกเช้าไม่ได้เว้นแม้แต่วันเดียว ทำไมชาวบ้านจึงหาว่าท่านไม่ไปบิณฑบาตล่ะ ?"

ชาวบ้านก็พากันสงสัย เพราะทั่วทั้งหมูบ้านไม่มีใครเห็นหลวงพ่อ อีกทั้งข้าวปลาอาหารซึ่งทำเตรียมไว้เพื่อใส่บาตรก็ค้างเก้อทุกวัน จะว่าท่านไปบิณฑบาตหมู่บ้านอื่นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะตลอดละแวกนี้ไม่มีหมู่บ้านอื่นใดอีกมีแต่ป่าเขาและดงไม้ไปตลอด

ชาวบ้านจึงสอบถามว่า "ท่านลงจากเขาไปทางทิศไหน?" 

หลวงพ่ออธิบายว่า  "ออกจากถ้ำแล้วก็ไปตามทางเดินลงเขา พอถึงทางแยกก็เลี้ยวซ้ายเป็นทางอ้อมภูเขาไป"

พอชาวบ้านได้ยินดังนั้น พวกเขาก็พูดแทบจะพร้อมๆ กันว่า “หลวงพ่อไปบิณฑบาตกับผีเสียแล้ว” 

แล้วจึงอธิบายว่าเส้นทางที่จะลงจากเขาเข้าหมู่บ้าน ต้องแยกเข้าทางเดินขวามือ แต่ทางที่ท่านเดินไปนั้น คือทางไปเมืองร้างมาแต่โบราณกาล ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยแม้แต่คนเดียว ชาวบ้านตีนเขายังไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไปในเขตเมืองร้างแห่งนั้น เพราะเคยมีคนไปเจอภูตผีปิศาจน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่เมืองร้างมาแล้ว

หลวงพ่อคูณรับฟังเรื่องซึ่งท่านไม่เคยคาดคิดมาก่อน เมื่อชาวบ้านเล่าจบท่านก็ได้แต่หัวเราะหึ ๆ บอกแก่ทุกคนว่า

“เป็นบุญของผีเมืองร้างที่ได้ใส่บาตรพระ ซ้ำยังช่วยต่อชีวิตพระไปได้อีกหลายมื้อ จะว่าไปแล้วข้าวปลาอาหารของผีนี่มันก็แซ่บหลายอยู่…”

เช้าวันรุ่งขึ้น… เมื่อท่านออกบิณฑบาต เดินลงจากเขามาถึงทางแยก ท่านตัดสินใจเดินไปทางซ้าย และเมื่อเข้าสู่เขตเมืองร้าง คราวนี้ไม่มีใครมารอคอยใส่บาตรเช่นทุกเช้าที่ผ่านมา ที่เห็นอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางสายหมอก คือซากปรักหักพังของเมืองโบราณซึ่งล่มสลายไปหมดสิ้น ความรุ่งเรืองของศิลปวัตถุทั้งหลายเหลือเพียงแต่เศษอิฐหินที่รอคอยการผุพังไปตามกาลเวลา ท่านจึงสงบจิตจนแนบสนิทอยู่กับกุศลที่ได้สั่งสมมา แล้วแผ่เมตตาออกไปยังวิญญาณทั้งหลายที่ยังวนเวียนอยู่ในอาณาบริเวณเมืองร้าง แห่งนี้ เพื่อให้พวกเขาได้พบกับทางไปสู่สุคติทีดีกว่า…

จากนั้น…ท่านจึงเดินกลับย้อนไปตามทางเดิม เมื่อถึงทางแยกท่านก็เลี้ยวไปตามทางลงเขาที่มุ่งไปสู่หมู่บ้านเชิงเขา ซึ่งชาวบ้านกำลังเตรียมอาหารรอคอยใส่บาตรท่านอยู่

เรื่องที่เล่ามาคือประสบการณ์เผชิญวิญญาณบนเส้นทางธุดงค์ครั้งหนึ่งของ "หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" แห่งวัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุดทด จังหวัดนครราชสีมา…


วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[เรื่องเล่าของพระธุดงค์] หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เล่าเรื่อง "สงครามพญานาค"



หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เล่าเรื่อง "สงครามพญานาค"


หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าโคกมน บ.โคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย ได้เล่าเรื่อง "สงครามพญานาค" โดยมี พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท เป็นผู้จดบันทิึกไว้ เมื่อวันที่ ๗ กุมพาภาพันธ์ ๒๕๓๕ โดยมีเรื่องพญานาคเรื่องหนึ่ง ที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เล่าให้ฟัง เป็นเรื่องพญานาคที่แปลกกว่าทุกเรื่อง ส่วนมากถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพญานาค หลวงปู่ท่านจะบอกพญานาคที่นั่นที่นี่มาขอฟังธรรมกับท่าน พญานาคจำแลงร่างเป็นมนุษย์มาใส่บาตรให้กับท่านหรือพญานาคอันธพาลมาแสดงเดชฤทธิ์กับท่านเป็นต้น แต่เรื่องพญานาคที่หลวงปู่เล่าให้ฟังตอนนี้เป็น เรื่องของพญานาคทำสงครามนาคายุทธกัน ซึ่งเป็นเรื่องพญานาคที่ประหลาดกว่าทุกเรื่องที่หลวงปู่ชอบท่านเล่าให้ฟัง..

ท่านบอกเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี  ๒๕๐๘... ซึ่งเป็นปีแรกที่หลวงปู่ชอบมาสร้าง "วัดป่าม่วงไข่" บ้านม่วงไข่ ตำบลสานตม อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ท่านว่าสมัยสร้างวัดป่าม่วงไข่ใหม่ๆนั้น พระเณรเวลาสรงน้ำตักน้ำจะต้องพากันเดินลงเขาทางด้านหลังศาลาหลังเก่าของวัดป่าม่วงไข่ ทางลงไปจะลึกลาดชันเวลาขึ้นลงแต่ละครั้งพระเณรต้องอาศัยเกาะกิ่งไผ่ลงไป ถ้าเผอเรอเมื่อไหร่เป็นได้กลิ้งกะโค่โร่ลงไปข้างล่างทันที..

หลวงปู่ชอบเห็นถึงความลำบากของลูกศิษย์ เวลาลงไปตักน้ำท่านจึงบอกพ่อเชียงหมุนให้มาตัดต้นไผ่เพื่อทำทางลงไปสรงน้ำให้กับพระเณร ราวสองทุ่มคืนเดียวกันขณะหลวงปู่ชอบท่านกำลังจะไหว้พระสวดมนต์อยู่ที่กุฏิ ท่านได้ยินเสียงคนพูดคุยกันผ่านกุฏิของท่านไปทางด้านหน้าวัด ท่านคิดในใจว่าค่ำมืดตืดตาป่านนี้แล้วยังจะมีโยมมาวัดอยู่อีกหรือ เสียงพูดกันก็ดังคึกคะนองแบบคนหนุ่ม ท่านจึงกำหนดดูถึงที่มาของต้นเสียง ท่านเห็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆหกคนเดินคุยกันไปทางหน้าวัดป่าม่วงไข่ ชายหกคนนี้คุยกันว่าจะไปเที่ยวเล่นจีบสาวนาคีที่เมืองเชียงคาน ท่านจึงรู้ว่าชายหนุ่มกลุ่มนี้เป็นลูกหลานของพญานาคภูผาหมานจำแลงร่างขึ้นมาเที่ยวเล่นจีบสาวนาคีแม่น้ำโขง ..

หลังจากนาคาหนุ่มกลุ่มนี้ไปแล้ว ท่านก็นั่งไหว้พระสวดมนต์อยู่ที่กุฏิ ขณะที่หลวงปู่ชอบท่านกำลังสวดมนต์บทเมตตายังกิญจิฯ อยู่นั้น ท่านได้ยินเสียงคนไล่ตีกันดังลั่นมาจากทางหน้าวัด ท่านจึงหยุดสวดมนต์กำหนดดูเหตุการณ์ ท่านเห็นชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ไล่ตีชายหนุ่มหกคนที่ท่านเห็นเมื่อตอนหัวคืน ชายหนุ่มทั้งหกวิ่งผ่านกุฏิท่านไป แล้วกระโดดลงเขาหายเข้าไปในบ่อน้ำซับหลังศาลาเก่าของวัดป่าม่วงไข่ ฝ่ายชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ที่ไล่ตีกันมาพอเห็นหลวงปู่ชอบ พวกเขาจึงพากันหยุดไล่ร้องบอกกันว่า "พระ ๆ" ทุกอย่างที่พญานาคแสดงออกในขณะนั้น ท่านบอกเหมือนกันกับมนุษย์เราทุกอย่างเลย..

หลวงปู่ถามพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้ว่า  "เพราะอะไรถึงต้องได้ไล่ทำร้ายกันเข้ามาในวัดซึ่งเป็นเขตธรณีอภัยทาน"  

พญานาคหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าบอกท่านว่า "พวกพญานาคกลุ่มที่นี่ไปเที่ยวเล่นที่บ้านเมืองของพวกตน แล้วมีเรื่องผิดใจกัน จึงต้องไล่ทำร้ายกันมาถึงที่นี่ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นวัดวาพระศาสนา แต่ไหนแต่ไรพวกข้าพเจ้าไปมาหาสู่กันก็ไม่เห็นว่าที่นี่เป็นวัดวาศาสนามาก่อนเลย .."

หลวงปู่จึงบอกพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้...ให้กลับไปบ้านเมืองของตนเองเสียอย่ามาเบียดเบียนกันที่ในวัดวาศาสนาเลย พวกพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้จึงพากันลาองค์ท่านกลับไปยังบ้านเมืองของตน ท่านว่าเวลาที่พญานาคหนุ่มกลุ่มนี้ลาจากไปพวกเขาพากันจมหายลงไปในธรณีทันที เหมือนกับว่าดินผาหน้าภูที่นี่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการไปการมาของพวกเขาเลย..

ผู้บันทึกกับหมู่เพื่อนที่นั่งฟังหลวงปู่ชอบเล่าพากันแปลกประหลาดใจว่า ทำไมพญานาคซึ่งเป็นเทพเทวดาประเภทหนึ่งจึงมีประพฤติบางอย่างที่คล้ายกันกับมนุษย์เรา..

หลวงปู่ชอบท่านว่า... "พญานาคถึงจะเป็นภูมิเทพเทวดา เขาก็มาจากมนุษย์เรามีกิเลสรักโลภโกรธหลงเหมือนกันกบมนุษย์เรา ถ้าไม่พอใจกันขึ้นมาก็โกรธาเกรี้ยวกราดทำร้ายกันเหมือนกับมนุษย์เรา ต่างแต่พวกพญานาคเทพเทวดาเขาจะไม่ทำร้ายกันถึงขั้นหมายเอาชีวิตเหมือนกับมนุษย์เรา พวกพญานาคเทพเทวดาเขาจะสู้กันพอรู้ฤทธิ์แล้วก็เลิกรากันไป.."

การให้อภัยกันของภพภูมิเทพเทวดาเขาจะให้อภัยกันง่ายกว่ามนุษย์เรา เพราะพวกเขามีเทวธรรม "หิริโอตัปปะ" ความละอายแก่ใจ ความเกรงกลัวต่อบาปกรรม ของเทพเทวดาเขาจะมีมากกว่ามนุษย์..

ถ้าจิตใจไม่มีเทวธรรมสองอย่างนี้เป็นเครื่องถือครองแล้ว บุคคลนั้นจะเกิดเป็นเทพเทวดาไม่ได้เลย ถึงแม้เกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ผู้ที่มีความบกพร่องในสติปัญญาและร่างกาย ..

ท่านเล่าให้ฟังต่อว่า หลังจากพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้จากไปไม่นาน ท่านได้ยินเสียงดังโหวกเหวกอึงคะนึงไปทั่วบริเวณวัดป่าม่วงไข่ ท่านเห็นพญานาคพากันจัดเตรียมทัพมีช้างม้าไพร่พลถืออาวุธครบมือเหมือนกับทหารศึกในสมัยโบราณ ท่านว่าทุกอย่างเหมือนกับคนเราเวลาเตรียมทัพออกศึกไม่มีผิดเพี้ยนกันเลย..

หลวงปู่ถามพญานาคผู้เป็นแม่ทัพนายกองว่า "จะพากันไปออกศึกออกเสือที่ไหนถึงได้แต่งทัพใหญ่โตมโหฬารถึงปานนี้" 

แม่ทัพใหญ่พญานาคบอกท่านว่า "พวกข้าพเจ้าจะไปรบกับพวกพญานาคแม่น้ำโขง พญานาคพวกนี้มาหยามหมิ่นรังแกลูกหลานของพวกข้าพเจ้า.."

หลวงปู่ท่านบอก "อย่าไปเบียดเบียนกันเลยมันจะเป็นบาปเวรต่อกัน"

แต่พญานาคใหญ่ผู้เป็นแม่ทัพนายกองไม่ฟังคำที่ท่านทัดทาน เขายืนกรานที่จะออกรบตามมานะศักดิ์ศรีที่เขาถือ เมื่อพญานาคผู้เป็นใหญ่ไม่เอาคำท่านจึงบอกเขาว่า "ถ้าจะไปรบกันแล้วอาตมาขอให้โยมทำทางลงไปสรงน้ำให้พระเณรได้ไหม จะเป็นการถวายความสะดวกให้กับพระเณรผู้ที่ท่านพักอาศัยอยู่ในอาวาสนี้ อาตมาอยากให้ท่านแสดงฤทธิ์ไว้เป็นหลักฐานให้พระเณรผู้ไม่รู้ได้เห็นว่าที่นี่มีพญานาคอาศัยอยู่ .."

พอท่านบอกพญานาคใหญ่ผู้เป็นหัวหน้า ให้เขาทำทางลงไปตักน้ำให้พระเณร ท่านว่า พญานาคเจ้าจอมทัพดันภูเขาทีเดียวดินที่อยู่บนภูเขาไหลลงไปเป็นร่องทันที ต้นไม้ต้นไผ่พังทลายลงไปกองอยู่ใต้ภูเขายิ่งกว่าใช้รถเกรดรถไถดันลงไป หลวงปู่ท่านว่าพวกพญานาคนี้มีฤทธิ์แรงมากเกินประมาณได้ การกระทำด้วยฤทธิ์เดชของเขาจึงง่ายดายไม่ต่างอะไรกับคนเราพลิกฝ่ามือ..

เมื่อพญานาคใหญ่ภูผาหมาน...พังภูเขาทำทางลงไปตักน้ำให้พระเณรแล้ว เขาก็ลาท่านไปรบกบ "อิสโรนาคราช" ราชันย์นาคาแม่น้ำโขงเมืองเชียงคานที่มีวิมานเมืองบาดาลอยู่ห่างจากปาก "แม่น้ำเลย" ไหลลงตกแม่น้ำโขงที่ "บ้านคกมาด" สี่ร้อยเมตร..

หลวงปู่ชอบดูเหตุการณ์พญานาคทำนาคายุทธกันจนถึงตีสองทุกอย่างจึงยุติศึก ท่านเห็นไพร่พลทหารพญานาคภูผาหมานแตกทัพหนีเข้ามาทางวัดป่าม่วงไข่อย่างอลหม่าน พอมาถึงบ่อน้ำซับหลังศาลาวัดป่าม่วงไข่ทหารพญานาคพากันหายลงไปในบ่อน้ำซับแห่งนี้ทันที พวกทหารพญานาคอีกฝ่ายหนึ่งก็ไล่ตามกันมา ผู้ที่เป็นหัวหน้าแม่ทัพใหญ่ "อิสโรนาคราช" เห็นหลวงปู่ชอบอยู่ที่นี่เขาจึงบอกไพร่พลให้หยุดทัพ..

ท่านถาม "อิสโรนาคราช" เพราะเหตุอะไรพวกท่านถึงต้องมารบทัพจับศึกกัน

อิสโรนาคราชพญานาคแม่น้ำโขงเมืองเชียงคานบอกท่านว่า "พวกลูกหลานพญานาคเมืองนี้ ไปมีเหตุวิวาทกับลูกหลานของพวกข้าพเจ้า เจ้าเมืองพญานาคที่นี่ไม่พอใจจึงยกทัพไปท้ารบประลองฤทธิ์กับพวกข้าพเจ้าถึงบ้านเมือง.."

หลวงปู่ชอบท่านถามพญานาคอิสโรว่า "พญานาคเขามีการรบทัพจับศึกเหมือนกันกับมนุษย์หรือ?"

อิสโรนาคราชตอบท่านว่า "พญานาคก็เหมือนกันกับมนุษย์ เมื่อมีเรื่องราวเจรจาความกันไม่ได้ก็ต้องใช้กำลังต่อสู้กันเพื่อให้รู้แพ้ชนะ แต่ไม่ถึงขั้นทำลายล้างกันเหมือนกับพวกมนุษย์ พวกข้าพเจ้าจะต่อสู้กันพอรู้แพ้ชนะเท่านั้นจะไม่ทำอะไรเกินเลยให้กันมากไปกว่านี้.."

หลวงปู่ชอบบอก "เมื่อรู้แพ้รู้ชนะกันแล้วก็ไม่ต้องมาต่อสู้อะไรกันอีก "พวกท่านเป็นเทวะฤทธิ์มีเดชมาก การต่อสู้ของพวกท่านจะทำให้มนุษย์และสัตว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ จะได้รับอันตรายเดือดร้อนจากการสู้รบของพวกท่านได้ อาตมาขอให้ท่านทั้งสองจงเว้นปล่อยวางในเรื่องนี้เสีย"

อิสโรนาคราชพญานาคแม่น้ำโขงโอนอ่อนยอมในคำขอขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ จึงถอนทัพลาองค์ท่านกลับไปยังบ้านเมืองของเขา..

รุ่งเช้าก่อนที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบ จะออกไปบิณฑบาตที่บ้านม่วงไข่ ท่านเดินไปดูทางพญานาคดันภูเขาเมื่อคืนที่ผ่านมา ท่านเห็นทางที่พญานาคดันเขาพังดินลงไปเป็นทางกว้างประมาณหนึ่งวา ต้นไม้ต้นไผ่ตามสายทางพังระนาวกราวรูดไม่ต่างอะไรกับเอารถไถวิ่งดันลงไป เมื่อสำรวจตรวจดูสถานที่โดยทั่วแล้ว องค์ท่านจึงเดินมาศาลาเพื่อพาพระเณรออกไปบิณฑบาตที่บ้านม่วงไข่..

(บันทึกต่อท้าย) ผู้บันทึกเรียนถาม "หลวงปู่คำผอง กุสลธโร" เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ผาแด่น ตำบลสันป่ายาง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ท่านอยู่ปฏิบัติ กับองค์ท่านหลวงปู่ชอบ ที่บ้านม่วงไข่ในตอนนั้น..

หลวงปู่คำผองบอกว่าหลวงปู่ชอบบอก  "ท่านคำผองต่อไปนี้พวกท่านลงไปตักน้ำสบายขึ้นกว่าเก่าแล้ว พญานาคทำทางให้พวกท่านแล้ว เมื่อคืนพวกพญานาคที่นี่ไปออกสงครามกับพวกพญานาคแม่น้ำโขงเชียงคาน หลวงปู่ชอบท่านบอกผมกับทิดม่อยบ้านวังม่วงไปดูทางที่พญานาคพังดินลงจากภูเขา พวกผมได้อาศัยทางพญานาคนี่แหละลงไปตักน้ำ พระเณรอยู่นั่นลงไปตักน้ำสบายขึ้น เพราะทางสงครามพญานาค เรื่องแบบนี้ตาบอดอย่างพวกเรามองไม่เห็นเหมือนท่านหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ชอบจิตท่านเป็นทิพย์พิสุทธิ์ จึงมองเห็นทั้งหมดทุกเรื่อง หลวงปู่ท่านให้พญานาคทำทางเพราะท่านอยากให้พระเณรได้เห็น เป็นหลักฐานของเรื่องนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่รู้ที่มาของเรื่องนี้เลย.."

หลวงปู่คำผองท่านเล่าต่อถึงเรื่องที่ท่านไปอยู่ปฏิบัติกับครูบาอาจารย์แต่ละองค์ท่านบอกครูบาอาจารย์แต่ละองค์ก็มีบารมีภายนอกภายในแตกต่างกัน แต่กับ "หลวงปู่ชอบ" ท่านบอกบารมีภายในเรื่องลึกลับที่เกี่ยวกับ "เทพเทวดาพญานาคและฤทธิ์อภิญญา" หลวงปู่ชอบท่าน จะเด่นมากในเรื่องแบบนี้..


วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[เรื่องเล่าของพระธุดงค์] หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ถูก "หลวงพ่อในป่า" ชี้หน้าสอนธรรม


หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ถูก "หลวงพ่อในป่า" ชี้หน้าสอนธรรม

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) เป็นพระภิกษุในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 ท่านมีชื่อเสียงในระดับประเทศจากการเป็นพระนักพัฒนา พระนักเทศน์ และพระวิปัสสนาจารย์ ท่านน้เนการพัฒนาจิตใจคนด้วยการทำวิปัสสนากรรมฐานด้วยหลัก "สติปัฏฐาน 4" แบบ "พองหนอ-ยุบหนอ"

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อจรัญ ท่านคิดจะลาสิกขาจากสมณเพศ...หลังจากที่คิดจะสึกแล้วไม่ได้สึกจนได้ของดีจาก “หลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร” ติดตัวมา อยู่ต่อมาทราบว่ามีพระเก่งสามารถยืดเหรียญได้ก็ดั้นด้นไปหาถึงขอนแก่น ให้ผู้ใหญ่บ้านแถวนั้นพาไปพบพระธุดงค์รูปหนึ่ง ซึ่งแขวนกลดอยู่ใต้ต้นไทร ไม่ทราบอายุอานามท่าน เพียงแต่คุณลุงผู้ใหญ่บ้านเล่าให้หลวงพ่อจรัญฟังว่า ท่านเห็นหลวงพ่อในป่ามาปักกลดที่นี่ทุกปีๆ ละครั้งๆ ละประมาณเดือน แล้วก็ไป ตั้งแต่คุณลุงผู้ใหญ่ยังเป็นเด็กแก้ผ้า จนถึงวันนี้ (วันที่เล่า) คุณลุงผู้ใหญ่อายุแปดสิบกว่า หน้าตาผิวพรรณของหลวงพ่อดำก็ยังเหมือนเดิม เมื่อหลวงพ่อจรัญเข้าไปนมัสการแนะนำตัวเองว่าอยากเรียนวิชายืดเหรียญ หลวงพ่อดำท่านก็นิ่ง ไม่ลืมตา จนกระทั่งหลวงพ่อจรัญเปลี่ยนคำแนะนำตัวใหม่ หลวงพ่อดำจึงเริ่มพูด...

เมื่อหลวงพ่อจรัญได้ตอบคำถาม หลวงพ่อในป่าแล้ว หลวงพ่อดำก็พูดต่อว่า

"อย่าลืมนะเรียนหมดเลย เรียนเลยไปหมด รู้มากไป คุณรู้มากคงใช้ไม่ได้เลย !"

"เธออย่าลืมนะว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร สอนทุกข์และวิธีดับทุกข์"

"ท่านสอนอะไรอีกรู้ไหมคุณ" ไม่ทราบครับ

"เอาละจะบอกให้ สอนไม่ให้เบียดเบียนตน สอนไม่ให้เบียดเบียนคนอื่น พร้อมกับไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย...หาที่มาของทุกข์ให้ได้ ศึกษาข้อนี้ในตัวเรา มีอะไร มีทุกข์ หาที่มาของทุกข์แล้วปฏิบัติ วิธีปฏิบัติอย่างไรหรือ ศีล สมาธิ ปัญญา"

ขณะที่ฟังหลวงพ่อดำสอน หลวงพ่อจรัญก็นึกไปด้วย และคิดว่า "เพียงแค่นี้เองหรือนึกว่าจะมีอภิหารมากกว่านี้" ก็เลยโดนหลวงพ่อในป่าชี้หน้า แล้วกล่าวต่อว่า

"คุณมันอย่างนี้เรียนเลยไปหมด ไอ้ที่จะทำไม่ทำ เสือกผ่าไปเอาที่ไม่ได้ความ ไอ้ที่ได้ไม่เอา ไปเอาที่ไม่ได้ ไอ้ที่จริงไม่ชอบ ไปชอบเอาที่ไม่จริง"

หลวงพ่อจรัญบอกว่าอยากฝากตัวเป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อดำก็ลืมตา ชี้หน้าว่า "ความขลังของพระอาจารย์ แต่ย้อนกลับเป็นความคลั่งของศิษย์คือเธอ"

แล้วหลวงพ่อจรัญก็ขอฝากตัวเป็นศิษย์ติดตามหลวงพ่อดำไป หลวงพ่อดำท่านนั่งนิ่งสักครู่ แล้วลืมตาพูดว่า

"คุณ รอให้คุณอายุ ๔๕ ก่อนนะ แล้วค่อยมาพบเราอีกครั้ง (ขณะนั้นราวปี พ.ศ. ๒๔๙๒-๓ อายุ ๒๒ พรรษา) อายุเธอยังน้อยนัก ยังไม่แน่นอน ยังหละหลวมอยู่อย่างนี้จะรับได้อย่างไร รับได้ต้องเป็นคนประเภทหนึ่งไม่ใช่สอง มีสัจจะ มีเมตตาสามัคคีแล้วหรือยัง สัจจะก็ไม่มี จะเกิดเมตตาได้อย่างไร แล้วเมตตาไม่มี จะเกิดความสามัคคีได้ทั้งใจทั้งจิตหรือ จะเกิดรูปนามได้หรือ"

ในการไปพบหลวงพ่อดำอีกครั้ง ต้องปฏิบัติได้และแก้ปริศนาธรรมได้ ส่วนการไปพบนั้นเป็นสัจจะและความลับ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เมื่อครบกำหนด จึงได้ไปพบหลวงพ่อดำที่เขาภูคา จังหวัดน่าน




"ปริศนาธรรม" ของ "หลวงพ่อในป่า"

อยาก เรียนรู้ ถามหญิงคันหูกถูก
อยาก ทำถูก ถามเด็กเลี้ยงควาย
คนสามบ้าน กินน้ำบ่อเดียว
เดินทางเดียว ไม่เหยียบรอยกัน
"นะ" อยู่หัว สามตัวอย่าละ
"นะ" อยู่ที่ไหน ตามเอามาเป็นของเรา ให้เข้ามาอยู่ที่ตัวเรา


วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[เรื่องเล่าของพระธุดงค์] "เทพธิดา...มาฟังพระสวดมนต์และฟังธรรมเทศนา"


"เทพธิดา...มาฟังพระสวดมนต์และฟังธรรมเทศนา"

"หลวงปู่สี ฉันทสิริ" พระอริยสงฆ์ผู้ซึ่งมีฉายา "พระอรหัต์ ๗ แผ่นดิน" แห่งสำนักสงฆถ้ำเขาบุญนาค (ปัจจุบันคือวัดถ้ำเขาบุญนาค) ตาคลี จ.นครวรรค์ ท่านมีอายุที่ยืนยาวถึง ๑๒๘ ปี ท่านเป็นพระสายวิปัสสนาจารย์ เป็นพระผู้ทรงรัตตัญญู คือ พระผู้ทรงอภิญญาจารย์ผู้รู้กาลถึงฌาณวิปัสสนาทุกแขนงอย่างแตกฉานอย่างสูงสุด

แม้กระทั่ง "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" ยังแวะเวียนมากราบสักการะท่านและสนทนาธรรมเป็นประจำ ทั้งนี้ยังมี หลวงปู่บุดดา ถาวโร, หลวงปู่แหวน สุจิณโน ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นพระสหายธรรมกับ "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" ซึ่งเคยร่วมธุดงค์และปฏิบัติธรรมด้วย กัน บัดนี้..แม้นท่านมรณะภาพแล้วก็ยังละสังขาร(ร่างกลายเป็นหิน)

ลูกศิษย์ของหลวงปู่ยามใดที่เห็นหลวงปู่ว่างจากการปฏิบัติธรรม ก็มักจะให้หลวงปู่สีท่านเล่าเรื่องราวต่างๆ ในการเดินธุดงค์ของหลวงปู่ว่าได้พบเห็นอะไรบ้างตามป่าที่หลวงปู่ผ่านพบมาในครั้งธุดงค์

“หลวงปู่ครับ เวลาที่หลวงปู่เดินธุดงค์ในป่าลึก ๆ ที่ไม่มีบ้านคนอยู่ ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่แล้วหลวงปู่จะไปบิณฑบาต กับใครที่ไหนครับ?”
        
“การบิณฑบาตเป็นกิจของสงฆ์ สงฆ์แม้จะอยู่ในที่ใดก็ตามก็ต้องบิณฑบาตตามปกติ การบิณฑบาตในป่า ก่อนที่จะบิณฑบาต พระธุดงค์ทุกรูปที่ปฏิบัติอยู่ในป่าจะต้องเข้าสมาบัติ แผ่เมตตา มีพรหมวิหารเป็นอารมณ์ ต่อจากนั้นก็ออกบิณฑบาตไปตามป่า ก็จะมีคนนำข้าวนำอาหารมาใส่บาตร แปลกอยู่ที่ว่า ผู้ที่มาใส่บาตรนั้นแต่ละคนหน้าตางดงาม แต่งกายสะอาด พูดจาไพเราะ พวกในป่าเขาใจดี เขาไม่ให้พระอด ไม่ว่าอยู่ในที่แห่งใดถึงเวลาใส่บาตรพวกเขาก็จะมาใส่บาตรกัน พระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไปอยู่ไหน ณ ที่แห่งใดก็จะไม่ทุกข์ยาก ย่อมมีเทพเทวดาสงเคราะห์ ไม่เฉพาะแต่พระสงฆ์เท่านั้น แม้แต่พวกฆราวาสก็เช่นกัน หากทำดี เทวดาก็จะดูแลรักษาช่วยเหลือเช่นกัน ‘
        
เทพไท้เทวา เทพบุตร เทพธิดาตามป่าเขา เขาชอบฟังธรรม เวลาพระทำวัตรสวดมนต์พวกเทพเทวดาก็จะพามันมาฟัง บ้างก็จะกล่าวว่า

“ท่านเจ้าขา ท่านสวดมนต์จนเสียงมนต์สะเทือนไปทั่ว นานๆ จะมีพระมาโปรด ขอท่านโปรดกรุณาเทศนาด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

หลวงปู่ท่านเล่าว่า...พวกเทวดาบางพวก เขาก็ชอบฟังบทพระธัมมจักกัปวัตนสูตร บางหมู่ก็ชอบกรณียเมตตสูตร เวลาพระสวดมนต์จบหรือเทศน์จบ จะได้ยินเสียง "สาธุ" พร้อม ๆ กัน เสียงก้องกังวานน่าฟัง ต่อจากนั้นก็กราบลงพร้อมกันอย่างงดงาม

หลวงปู่ท่านพยายามย้ำอยู่เสมอว่า “นรกสวรรค์ มีจริงนะ”



วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[เรื่องเล่าของพระธุดงค์] "พญานาคร้องทุกข์"


หลวงปู่ชอบ ฐานสโม...กับ...พญานาคร้องทุกข์



"หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" เป็นศิษย์รูปหนึ่งของ "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" ท่านอยู่ที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ท่านมีนิสัยชอบโดดเดี่ยวเที่ยวไปอยู่ในป่า ทำในสิ่งที่บุคคลอื่นทำได้ยาก ไม่ชอบเกี่ยวข้องกับหมู่ชนพระเณร เป็นผู้มีความองอาจเด็ดเดี่ยวอดทนเป็นเลิศ ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กล้าได้กล้าเสียในการปราบกิเลส

แม้กระทั่ง "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" ซึ่งเป็นพระอาจารย์ออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆว่า “ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกลลิบเลย”

หลวงปู่ชอบ เมื่อคราวท่านนำหมู่คณะพระสงฆ์ธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาว แล้วปักกลดอยู่ใกล้หมู่บ้านลาว ไม่ไกลจากแม่น้ำโขง ...หลังจากท่านฉันภัตตาหารแล้ว ชาวบ้านได้นำบาตรขอท่านไปล้าง และเทเศษอาหารลงไปในน้ำโขง

ณ ขณะนั้น ท่านก็ได้ยินเสียง ตลิ่งพังครืนๆ พร้อมกับชาวบ้านที่อยู่ริมตลิ่ง วิ่งหน้าตื่นตกใจหนีมาหาท่าน.. ท่านกำหนดจิตตรวจดูก็รู้ทั่วทั้งหมด... พอชาวบ้านวิ่งมาถึง ก็เล่าให้ท่านฟังว่า

“น้ำในแม่น้ำโขงที่ใสๆ อยู่ๆ ก็ขุ่นคลั่ก เหมือนมีอะไรมากวนน้ำจนน้ำเป็นน้ำวนใหญ่รุ่นแรง แรงหมุน ทำให้คลื่นน้ำมากระทบตลิ่ง จนตลิ่งพังทลายลง ถ้าวิ่งหนีไม่ทัน มีหวังจมลงไปในน้ำวนแน่ๆ”

หลวงปู่ทราบแล้วว่า พญานาคในลำน้ำโขง มีความโกรธที่คนเหล่านั้นเอาน้ำพริก น้ำปลาร้าไปถูกตัวเขาซึ่งอยู่แถวนั้นพอดี เขาจึงใช้ลำตัวฟาดไปมาด้วยแรงฤทธิ์ ทำเอาน้ำวนและตลิ่งพัง..

หลวงปู่ชอบจึงบอกชาวบ้านว่า “อย่าเอาน้ำพริกน้ำปลาร้า เศษกับข้าว ไปเทลงในน้ำอีกเด็ดขาด”

ต่อมา...มีพระรูปหนึ่งถือดี ไม่เชื่อฟังหลวงปู่ชอบ... วันหนึ่งแอบเอาเศษน้ำล้างบาตร ไปเทลงในแม่น้ำ ก็เกิดเหตุอาเพท น้ำหมุนวน ตลิ่งพัง จนต้องรีบวิ่งหนี แทบเอาชีวิตไม่รอด... หลังจากนั้น ทุกคน จงยอมเชื่อฟังแต่โดยดี

เมื่อเข้าพรรษา หลวงปู่ชอบ ได้จำพรรษาอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ไม่ไกลแม่น้ำโขงนัก... คืนหนึ่งพญานาคตนนั้น ได้ขึ้นมาถวายความเคารพหลวงปู่ ที่ได้ห้ามคนไม่ให้ทิ้งเศษอาหารลงแม่น้ำ ทำให้น้ำสะอาด อยู่สบาย. นาคตนนั้น ส่วนหัวมานมัสการที่ปากถ้ำ ส่วนหาง ยังอยู่ที่ฝั่งน้ำโขงซึ่งห่างกันไกลเป็นกิโลเลยทีเดียว...

หลวงปู่ชอบเล่าว่า “เราพบว่า เขาสร้างกรรมไว้โดยไม่ตั้งใจ คือ เมื่อชาติก่อน เขาเป็นชายหนุ่มผู้มั่นใน ...ศีล ๕... แต่วันหนึ่ง ถือวิสาสะว่าคุ้นเคย  ได้ถือมีดของพระสงฆ์ไปใช้เป็นของส่วนตัว ด้วยกรรมนี้ เมื่อตายไป จึงมาเกิดเป็นพญานาค แม้แสดงฤทธิ์ได้ แต่อับวาสนาไม่ได้เป็นคน...”

ดังคำสอนของพระพุทธองค์ที่ได้กล่าวไว้ว่า "กัมมุนา วัตตติ โลโก" ...สัตว์โลกทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรม...

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[เรื่องเล่าของพระธุดงค์] พระป่าผู้ลึกลับ


พระป่าผู้ลึกลับ


"พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ"

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้ยินได้ฟังมาจาก หลวงตารูปหนึ่ง ณ.ที่วัดที่อำเภอ ศรีราชา ขณะนี้ท่านเองยังมีชีวิตอยู่เป็นภิกษุผู้มีวัยเกือบ ๘๐ ท่านเป็นภิกษุผู้เคร่งในศีลน่าเคารพมาก การสวดมนต์ท่านสามารถท่องบทสวดหนังสือมนต์พิธีได้ทั้งเล่มรวมถึงบทปาฎิโมกข์ด้วย

เรื่องมีอยู่ว่า ท่านเป็นผู้ที่บวชเมื่ออายุมาก ตอนพรรษาต้นๆ ปี ๒๕๓๒ ท่านได้เดินทางไปที่ถำ้ผาจม จ.เชียงรายและได้พบกับคณะพระธุดงธ์คณะหนึ่งกำลังหาพระภิกษุร่วมเดินทางไปประเทศอินเดียให้ครบเก้ารูปเพื่อสักการะสังเวชสถานทั้งสี่ตำบล ท่านจึงตอบตกลงร่วมคณะเดินทางไป วิธีการเดินทาง คือ การเดินเท้าข้ามประเทศพม่าและต้องหลบหลีกเจ้าหน้าที่ของพม่าด้วยเนื่องจากเวลาขณะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังไม่ราบรื่นนัก เอกสารหลักฐานคือใบสุทธิเพียงอย่างเดียว

ปัจจัยเงินทองทั้งหมดไม่รับ ทั้งหมดต่างปวารณาถือธุดงธ์ควัตรเอาชีวิตเป็นเดิมพัน การเดินทางจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่าไม่เคยได้กินอิ่ม อดข้าวเป็นเรื่องปกติ 2วันบ้าง 4วันบ้าง แต่กระนั้นทุกรูปยังคงความสามัคคี ไม่มีใครท้อทอยหรือแสดงความเห็นแก่ตัวตามวิสัยปุถุชนออกมา

จนกระทั่งถึงขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ ทุกรูปเดินเท้าอย่างหมดแรง กลางป่าลึก หาบ้านคนไม่ได้ ต่างคิดว่าตายแน่ ๆ เอาชีวิตมาทิ้งแล้วหนอ

พลันสายตาทุกรูป เห็น บุรุษผู้หนึ่งรูปร่างผอม นุ่งผ้าสีย้อมฝาดขมุกขมอมผืนเดียว ผมยาวประมาณ ๑ ฝ่ามือ ที่ไหล่สะพายข้องจับปลา ที่มือถือไม้แหลม กำลังก้มหน้าก้มตาเอาไม้แหลมแทงลงในซอกหิน เหมือนคนกำลังหาปลา ทุกครั้งที่เสียบลงไปจะมีปลาดิ้น ติดมาที่ไม้แหลมทุกครั้ง

พระทุกรูปเห็นแล้วก็คิดในใจว่า..."พระหรือคนบ้าหนอ" 

แค่คิดในใจ ท่านก็ตะโกนออกมาว่า... "ก็พระซีว่ะ" 

แล้วพระทุกรูปคิดต่อในใจว่า..."ทำไมเป็นพระแล้วแต่งกายแบบนี้?" 

ท่านก็ตะโกนสวนออกมาว่า... "แล้วการเป็นพระ...มันอยู่ที่หัว..เหรอ?" มันอยู่ที่...จีวรเครื่องนุ่ง...เหรอ?" 

หลวงตาก็เลยพูดขึ้นว่า..."แล้วเป็นพระทำไมฆ่าสัตว์ต้ดชีวิตล่ะ?" 

ท่านก็เดินเข้ามา...แล้วทำท่าเหมือนโกรธ ขว้างข้องจับปลาลงกับพื้น แล้วบอก "กูไม่ทำก็ได้ว่ะ" 

ปรากฏว่า...ในข้องกลายเป็นรากไม้ทั้งหมด แล้วท่านก็พูดต่อ..."กะว่ามากันเหนื่อย ๆ จะต้มยาให้กินเสียหน่อย" 

พระภิกษุทุกรูป จึงก้มกราบ ขอขมากรรม ณ ที่ตรงนั้น

ท่านจึงพาทุกคนไปในถำ้ที่พักของท่าน ตอนไปนี่แปลก ทุกคนเหมือนไม่ได้เดิน หรือออกแรงกันเลย พอถึงที่พัก   ท่านนำอาหารมาให้ทานก็แปลกอีก...

อาหารแม้เพียงน้อยแต่ทุกคนกลับอิ่มพอดี กำลังวังชากลับเป็นปกติอย่างเหลือเชื่อ โรคที่หลวงตาเป็นก็เหมือนจะหายไปเลย แล้วท่านก็ออกมาสนทนาธรรมกับทุกคน

ท่านบอกว่า..."ดีนะที่เจอท่าน มิฉะนั้นต้องมีคนตาย อย่างแน่นอน" 

พระภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า..."ถ้ารอดไปได้จะกลับมากราบท่านอีก" 

ท่านกล่าวว่า..."ทุกท่านจะเจอกับผมครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย" แล้วก็ทำนายทายทักทุกคน ซึ่งก็เป็นไปตามคำทำนายทุกประการ

ครั้นพอถึงรุ่งเช้า ท่านก็บอกว่า..."ให้เดินทางไปตามเส้นทางนี้นะ แล้วจะรอด" 

ทุกรูปก็เดินไปตามที่ท่านบอก ก็พบทางรอดจริง ๆ คือ ไปเจอกับทหารพม่า แล้วก็ถูกควบคุมต้วส่งกลับชายแดนไทยทั้งหมด ช่วงถึงชายแดนนั้น ทุกรูปพึ่งคิดได้คือ...

พวกท่านอยู่ใจกลางป่าลึกของประเทศพม่า ค่อนข้างไปทาง บังคลาเทศ แล้วทำไมภิกษุรูปนั้นถึงพูดภาษากลางชัดเจนขนาดนั้น?

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง บุคคลที่เกี่ยวข้องยังมีชีวตอยู่ ผู้พูดเป็นภิกษุผู้มีศีลอันงดงาม แต่ขอปิดชื่อ ที่อยู่ไว้ ไม่อยากให้ใครไปรบกวนสมณะธรรมของท่าน