แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานเซน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานเซน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

[นิทานเซน] เรื่อง “นก...ที่บินหลงทาง”


“นก...ที่บินหลงทาง”


ที่ภูเขาต้าเยี่ยน มีพระรูปหนึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น ท่านเป็นพระที่เทศน์เก่งมาก ท่านมักจะใช้สิ่งที่มีชีวิตรอบตัวสอดแทรกธรรมะ จากนั้นก็ใช้คำง่ายๆแต่งเป็นโศลก
มีอยู่ครั้งหนึ่ง อุบาสกท่านหนึ่งถามท่านว่า

“ มีคนพูดกันว่า การบูชาใดๆต่อพระพุทธเจ้าทั้งปวงในสากลโลก ก็ไม่เท่ากับการบูชาต่อผู้ที่ดำเนินตามทางแห่งมรรคเพียงคนเดียว ไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นอย่างไร ? คนเดินตามทางเดินแห่งมรรคมีบุญกุศลใด “

พระรูปนั้นพูดเป็นโศลก ว่า “ เพียงแค่มีเมฆหมอกมาบดบัง นกก็ยังหลงทางบินกลับรัง "

" เป็นเพราะว่ามีเมฆหมอกมาปิดทางกลับรังของนก นกจึงหาทางกลับรังไม่ถูก ถ้าเรามัวแต่บูชาพระพุทธองค์ จิตย่อมจดจ่อและยึดติดอยู่กับองค์พระ ทำให้ตัวเองกลับเดินหลงทาง ผู้ที่เดินตามทางแห่งมรรคย่อมทำให้จิตตัวเอง สะอาด และสว่างกลับมารู้จักตัวเอง จิตจึงไม่หลงทาง “

อุบาสกคนนั้นถามต่อว่า โบสถ์วิหารเป็นดินแดนแห่งความสงบและสะอาด ทำไมถึงต้องตีกลองและเคาะ “ ปลาไม้ ”

พระรูปนั้นตอบเป็นโศลกว่า “ เพื่อตีให้เสียงก้องกังวานไป เพื่อมิให้เหล่ามังกรนั่งคำนับ “

วัดที่เงียบสงบต้องตีกลองและเคาะ “ ปลาไม้ ” มีความหมายที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ในนั้น ธรรมดาปลาอยู่ในน้ำ ไม่เคยปิดตา ดังนั้นการเคาะ ”ปลาไม้” จึงเป็นการแสดงถึงความขยันฝึกฝน ไม่เกียจคร้าน การตีกลองก็เพื่อย้ำเตือนให้ผู้คน เลิกทำบาป และสร้างกุศล

อุบาสกท่านนั้นถามต่ออีกว่า “ เมื่อปฏิบัติธรรมอยู่กับบ้านก็ได้ ทำไมถึงต้องออกบวชอีก “

พระรูปนั้นตอบเป็นโศลกว่า “ นกยูงแม้จะมีปีกที่สวยงาม แต่ก็บินได้ไม่สูงเฉกเช่นนกอื่น “

" การปฏิบัติธรรมที่บ้านเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อบวชแล้วย่อมจะตั้งมั่น และแน่วแน่กว่า ย่อมจะไปได้ไกลกว่า “


วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[นิทานเซน] เรื่อง “ชนะ...เพราะไม่มี”



นิทานเซน...เรื่อง “ชนะ...เพราะไม่มี”

มีพระอาจารย์ท่านหนึ่ง สร้างวัดใกล้ๆกับสำนักของท่านนักพรตท่านหนึ่ง นักพรตท่านนั้นไม่ต้องการให้เขตละแวกนั้นมีวัด เลยเสกเวทย์มนต์คาถา ใช้เหล่าภูติผีปีศาจมารังควานภิกษุที่อยู่ในวัดอยู่เนืองๆ เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นหวาดกลัวไม่กล้าที่จะอยู่ที่วัดนี้อีกต่อไป ไม่นานเหล่าพระและสามเณรล้วนหวาดกลัวและย้ายหนีกันไปหมด เหลือแต่พระอาจารย์อยู่ที่วัดนี้เพียงผู้เดียวถึงสิบกว่าปี

ที่สุดเวทย์มนต์คาถาของนักพรตท่านนั้นถูกนำมาใช้จนหมดสิ้น พระอาจารย์ก็ยังไม่ยอมย้ายไปไหน นักพรตรู้สึกหมดหนทางที่จะต่อกรด้วยแล้วจึงย้ายหนีไปเอง

หลังจากนั้นมีผู้ถามพระอาจารย์ว่า "นักพรตมีวิชาคาถาอาคมแก่กล้า ท่านชนะเขาได้อย่างไร?"

พระอาจารย์ตอบว่า "อาตมาไม่มีอะไรที่จะชนะพวกเขาได้ แต่ถ้าหากจะให้พูดจริงๆแล้ว มีเพียงคำเดียวว่า “ไม่มี” ซึ่งพวกเขาเปรียบเทียบไม่ได้”

“คำว่า “ไม่มี” จะไปชนะเขาได้อย่างไร?”

“พวกเขามีเวทย์มนต์คาถา ในขณะเดียวกันเวทมนต์เหล่านั้นมี จำกัด มีสิ้นสุด มีประมาณ มีขอบเขต,,, แต่ของอาตมา ไม่มีคาถา แต่ไม่มีจำกัด ไม่มีสิ้นสุดไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต อาตมาไม่ต้องใช้อะไรย่อมจะต้องชนะสิ่งที่ต้องใช้อะไร”

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[นิทานเซน] เรื่อง “ดูคัมภีร์วันละคำ”



นิทานเซน...เรื่อง “ดูคัมภีร์วันละคำ”


วันหนึ่ง พระอาจารย์ท่านหนึ่งถามศิษย์ว่า “วันหนึ่งเจ้าดูคัมภีร์กี่เล่ม?”

“เจ็ดแปดเล่ม บางทีก็สิบเล่ม” ลูกศิษย์ตอบ

พระอาจารย์พูดว่า “เจ้าดูคัมภีร์ไม่เป็น”

ลูกศิษย์เลยถามว่า “แล้วอาจารย์ดูวันละกี่เล่ม?”

“วันหนึ่งดูหนึ่งคำ” อาจารย์ตอบ

คำพูดของอาจารย์ที่ว่าวันหนึ่งดูหนึ่งคำคือ..."จิต"...

จิต...ครอบคลุมสรรพสิ่ง
จิต...คือธรรมะ
จิต...ก่อให้เกิดสรรพสิ่ง
จิต...คือทุกอย่าง
จิต...คือพุทธะ

ดูตำราแม้จะมีประโยชน์ เข้าใจผิดไปกลับมีโทษ ตำราอาจจะเป็นยา หรืออาจเป็นยาพิษ การให้ยากับโรค ให้ถูกโรคหาย ให้ผิดอาจถึงตาย

ดังนั้น... การอ่านคัมภีร์จะไม่ระมัดระวังไม่ได้ ตำราคัมภีร์มีเป็นพันๆเล่ม ไม่รู้จะเริ่มอ่านเล่มไหนก่อน ธรรมะแปดหมื่นสี่พันข้อ สามารถเข้าถึงธรรมได้ทุกข้อ  เราอาจไม่รู้จะเริ่มที่ข้อไหนก่อน แต่การ "ดูจิต" สามารถดูได้ทุกที่ทุกเวลาจนมีผู้กล่าวว่า "ตู้พระไตรปิฎกก็อยู่ใน...จิต...ของเรานั่นเอง"

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[นิทานเซน] เรื่อง “เก็บใบไม้”



นิทานเซน...เรื่อง “เก็บใบไม้”

ขณะที่อาจารย์เซนติ่งโจว และพระลูกศิษย์กำลังทำวัตรอยู่ ณ อารามแห่งหนึ่ง พลันมีลมพัดมาหอบใหญ่ ทำเอาใบไม้บนต้นพากันร่วงหล่นลงมาเต็มลานดิน

อาจารย์เซนจึงเดินออกไปก้มลงเก็บใบไม้เหล่านั้นใส่ย่ามทีละใบ... ทีละใบ... แต่ไม่ว่าจะเก็บสักเท่าไหร่ ใบไม้ก็ยังถูกลมพัดร่วงหล่นลงมาไม่หยุดหย่อน

ศิษย์เซนเห็นดังนั้น จึงกลัวอาจารย์เซนลำบาก ร้องบอกออกไปว่า "ท่านอาจารย์มิต้องเก็บใบไม้เหล่านี้หรอก ยังไงๆเสีย พรุ่งนี้เช้าพวกกระผมก็จะต้องเก็บกวาดทำความสะอาดลานวัดอยู่แล้ว ปล่อยให้มันร่วงลงมาเถิด"

อาจารย์เซนติ่งโจว ตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า "เจ้าไม่อาจกล่าวเช่นนั้น แม้จะเก็บกวาดแล้ว แต่การที่ข้าเก็บใบไม้ขึ้นมาอีกใบหนึ่ง ย่อมช่วยทำให้ขณะนี้มันสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม"

ศิษย์ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวแย้งว่า "อาจารย์ ใบไม้ร่วงมากมาย ขณะที่ท่านเดินเก็บไปถึงเบื้องหน้า เบื้องหลังท่านก็มีใบไม้ใบใหม่ร่วงลงมาเพิ่มอยู่ดี แล้วอย่างนี้ท่านจะเก็บหมดได้อย่างไร มิใช่เสียแรงเปล่าหรอกหรือ?"

อาจารย์เซน ทางหนึ่งก้มหน้าก้มตาเก็บใบไม้ต่อไป อีกทางหนึ่งก็กล่าวกับลูกศิษย์ว่า
"ใบไม้ไม่เพียงร่วงหล่นลงมาบนลานดินดอก แต่กลับร่วงหล่นลงบนลานในใจของเราท่านตลอดเวลา การเก็บกวาดใบไม้ก็เหมือนการชำระจิตใจ มิอาจปล่อยให้ใบไม้ทับถมจนยากแก้ไข เมื่อหมั่นเก็บกวาดใบไม้ที่อยู่ในใจไปเรื่อยๆ ย่อมเก็บกวาดจนหมดจดได้ในสักวัน..."

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[นิทานเซน] เรื่อง “คนตาบอดถือโคมไฟ”


นิทานเซน...เรื่อง “คนตาบอดถือโคมไฟ”


ยังมีตรอกสายหนึ่งที่ทั้งมืดทั้งแคบ ทั้งยังไม่มีดวงไฟส่องทางให้ความสว่างแม้แต่น้อย ดังนั้นเมื่อถึงยามค่ำคืน การเดินทางในตรอกแห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมองเห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก

ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า "คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย" เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?"

คนผู้นั้นตอบว่า "ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร"

พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า "เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?"

คนตาบอดตอบว่า "เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูดกันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ"

พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า "ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์"

มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า "ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง"

"ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?" พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ

คนตาบอดอธิบายว่า W"เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตังแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย"

ปัญญาเซน : การช่วยเหลือผู้อื่น ประโยชน์สูงสุดล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

[นิทานเซน] เรื่อง “สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น”



นิทานเซน...เรื่อง “สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น”


“เรือท่องเที่ยวลำหนึ่งประสบภัยพิบัติทางทะเล บนเรือมีสามีภรรยาคู่หนึ่งรอคอยความช่วยเหลือจากเรือกู้ชีพด้วยความยากลำบาก แต่แล้วบนเรือกู้ชีพเหลือที่นั่งเพียงหนึ่งที่เท่านั้น ฝ่ายชายดึงภรรยาให้ถอยไปด้านหลังแล้วตัวเองกระโดดขึ้นบนเรือกู้ชีพ ฝ่ายหญิงยืนอยู่บนเรือลำใหญ่ที่ค่อยๆ จมลงๆ เธอตะโกนไปที่ฝ่ายชายเพียงคำเดียวว่า......”

เล่ามาถึงตรงนี้ ครูถามนักเรียนว่า “ให้นักเรียนทายดูซิว่าฝ่ายหญิงตะโกนพูดว่าอะไร”

นักเรียนทั้งหลายพูดอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่โกรธเคืองว่า “ที่ผ่านมาฉันตาบอด ฉันเกลียดคุณ”

ขณะนั้นครูสังเกตเห็นนักเรียนคนหนึ่งนิ่งเงียบมาโดยตลอด จึงบอกให้เขาตอบคำถามดูบ้าง นักเรียนผู้นั้นตอบว่า “คุณครูครับ ผมคิดว่าหญิงผู้นั้นคงตะโกนบอกให้ดูแลลูกของเราด้วย”
ครูถามด้วยความตกใจว่า “เธอเคยฟังนิทานเรื่องนี้มาแล้วหรือ”

นักเรียนส่ายศีรษะ “เปล่าครับ แต่คุณแม่ของผมก่อนที่ท่านจะสิ้นใจก็พูดคำพูดเช่นนี้กับคุณพ่อครับ”

ครูถอนหายใจพูดว่า “คำตอบถูกต้อง”

เรือท่องเที่ยวจมลงสู่ทะเลลึก ฝ่ายชายกลับมายังบ้านเกิดและเลี้ยงดูลูกสาวเพียงลำพังจนเติบใหญ่ จากนั้นอีกหลายปี ฝ่ายชายป่วยและเสียชีวิตไปในที่สุด

ขณะที่ลูกสาวจัดการกับมรดกของพ่อได้พบสมุดบันทึกของพ่อ ที่แท้ช่วงเวลาที่พ่อกับแม่ท่องบนเรือสำราญอยู่นั้น แม่ก็ได้ป่วยเป็นมะเร็งอยู่ก่อนแล้ว

พ่อต้องช่วงชิงโอกาสรอดชีวิตที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เขาเขียนในบันทึกว่า
“ผมอยากจะจมลงใต้ทะเลพร้อมกับคุณ แต่ผมทำไม่ได้ เพื่อลูกสาวของเรา ผมได้แต่ให้คุณนอนหลับชั่วนิรันดรใต้ทะเลตามลำพัง”

นิทานจบลง ทั้งห้องเรียนจมอยู่ในความเงียบ ครูรู้ว่านักเรียนได้เข้าใจในนิทานเรื่องนี้แล้ว 

ความชั่วความดีในโลก บางครั้งสลับซับซ้อนยากแก่การแยกแยะ