คติธรรมนำชีวิต, บทความธรรมะ, เรื่องเล่าของพระธุดงค์, ตอบปัญหาธรรม, นิทานเซน, ตำนานบทสวดมนต์, ฯลฯ โดย ธัมมวิชชา ภิกษุณี (Dhammavijjā Bhikkhuni)
วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
คำขอบวช "พระภิษุณี" โดย ธัมมวิชชา ภิกษุณี (ดร.กาญจน์มุนี ศรีวิศาลภพ)
พิธีอุปสมบท "พระภิกษุณี" เริ่มต้นจาก
=========================
๑. การขอขมาพ่อแม่ ญาติพี่น้องและศาสนิกชนชาวพุทธ
๒. เวียนประทักษิณรอบอุโบสถ ๓ รอบ
๓. กราบอุปัชฌาย์ กรมวาจาจารย์ และพระคู่สวด และพระอาจารย์ฝ่ายภิกษุณี
๔. ญาติโยมชาวกัมพูชาสวดมนต์บูชาคุณพระรัตนตรัย
๕.เริ่มต้นพิธีการอุปสมบท (คำขออุปสมบท "พระภิษุณี")
คำวันทาสีมา และคำวันทาพระประธาน
----------------------------------------------
อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต,
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง,
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง, สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ.
( นั่งคุกเข่า ประนมมือ กล่าวว่า )
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
( กราบ ๑ ครั้ง ประนมมือ กล่าวว่า )
อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต ( กราบ ๑ ครั้ง ยืนขึ้นประนมมือ กล่าวว่า )
วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต,
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง,
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง, สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ.
( นั่งคุกเข่า ประนมมือ กราบ ๓ ครั้ง )
คำขอนิสัย
-------------
อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ.
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ.
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ.
( อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ ) กล่าว ๓ จบ
พระอุปัชฌาย์กล่าวว่า สิกขมานาผู้ขออุปสมบทกล่าวรับว่า
"""""""""""""""""""""""" """""""""""""""""""""""""""""""""""
ปะฏิรูปัง สาธุ ภันเต
โอปายิกัง สาธุ ภันเต
ปาสาทิเกนะ สัมปาเทถะ สาธุ ภันเต
เมื่อกล่าวรับจบ ให้สามเณรีกล่าวต่อไปว่า
(อัชชะตัคเคทานิ เถโร, มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร)
กล่าว ๓ จบ แล้วกราบ ๓ ครั้ง
คำบอกบริขาร
-----------------
กรรมวาจาจารย์กล่าวว่า สิกขมานาผู้ขออุปสมบทกล่าวรับว่า
"""""""""""""""""""""""" """""""""""""""""""""""""""""""""
อะยันเต ปัตตา? อามะ ภันเต
อะยัง สังฆาฏิ จีวะรัง? อามะ ภันเต
อะยัง อุตตะราสังคะ จีวะรัง? อามะ ภันเต
อะยัง อันตะระวาสะกะ จีวะรัง? อามะ ภันเต
อะยัง อุทะกะสาฏิกา จีวะรัง? อามะ ภันเต
อะยัง สังกัจฉิกา จีวะรัง? อามะ ภันเต
คำถามอันตรายิกธรรม ๒๔ ข้อ
------------------------------------
กรรมวาจาจารย์กล่าวว่า สิกขมานาผู้ขออุปสมบทกล่าวรับว่า
"""""""""""""""""""""""""""" """"""""""""""""""""""""""""""
อะนิมิตตา -นัตถิ ภันเต
นิมิตตะมัตตา -นัตถิ ภันเต
อะโลหิตา -นัตถิ ภันเต
ธุวะโลหิตา -นัตถิ ภันเต
ธุวะโจฬา -นัตถิ ภันเต
ปัคฆะรันตี -นัตถิ ภันเต
สิขะริณี -นัตถิ ภันเต
อิตถีปัณฑะกา -นัตถิ ภันเต
เวปุริสิกา -นัตถิ ภันเต
สัมภินนา -นัตถิ ภันเต
อุภะโตพะยัญชะนะกา -นัตถิ ภันเต
กุฏฺฐัง -นัตถิ ภันเต
คัณโฑ -นัตถิ ภันเต
กิลาโส -นัตถิ ภันเต
โสโส -นัตถิ ภันเต
อปมาโร -นัตถิ ภันเต
มนุสสาสิ -อามะ ภันเต
อิตถีสิ -อามะ ภันเต
ภุชิสสาสิ -อามะ ภันเต
อนณาสิ -อามะ ภันเต
นสิ ราชะภะฏี -อามะ ภันเต
อนุญญาตาสิ -อามะ ภันเต
มาตาปิตูหิ สามิเกนะ -อามะ ภันเต
ปริปุณฺณะวีสติวัสสาสิ -อามะ ภันเต
ปริปุณณันเต ปัตตะจีวรัง -อามะ ภันเต
กินนาโมสิ อะหัง ภันเต ...
(๑)...นามะ โก นามะ เต อุปัชฌาโย อุปัชฌาโย เม ภันเต
อายัสมา....
(๒)....นามะ
(๑) บอกฉายาของตนเอง (๒) บอกฉายาของพระอุปัชฌาย์
คำขออุปสมบท
-------------------
สังฆัมภันเต, อุปะสัมปะทัง ยาจามิ,
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ, อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง, อุปะสัมปะทัง ยาจามิ,
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ, อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง, อุปะสัมปะทัง ยาจามิ,
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ, อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
---- จบพิธีการอุปสมบท "พระภิกษุณี" ------
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการบวชแล้ว ภิกษุณีใหม่ เดินบิณฑบาตในโบสถ์เพื่อเป็นการ "ฉลองบาตร"
หลังจากนั้นเป็นการแจกทานแก่ญาติโยมที่มาร่วมพิธีอุปสมบทในครั้งนี้ เพื่อเป็นมงคลแก่ตนและครอบครัว
เรียบเรียงขั้นตอนพิธีกรรมการบวช "พระภิกษุณี" อย่างถูกต้อง
โดย... ธัมมวิชชา ภิกษุณี (ดร.กาญจน์มุนี ศรีวิศาลภพ)
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑
สวนปฏิบัติธรรมอริยทรัพย์
ภูตะวันรีสอร์ท ๔ ปากช่อง จ.นครราชสีมา
โทรศัพท์ ๐๖๕ - ๔๙๖๖๙๙๑
(ปล. อ้างถึงวิธีการถามอันตรายิกธรรมในการอุปสมบทพระภิกษุณี
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=07&A=6733 )
วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
คำอธิษฐาน "ขอพร...อันเลิศ" ของข้าพเจ้า

คำอธิษฐาน "ขอพร...อันเลิศ" ของข้าพเจ้า
==============================
==============================
ไม่ขอให้มีความสุขตลอดไป
เพราะเป็นไปไม่ได้
แต่เมื่อต้องเจอความทุกข์
ก็ขอให้มีจิตที่สงบ
ไม่เร่งร้อนไปกับทุกข์ที่ต้องเจอ
เพราะเป็นไปไม่ได้
แต่เมื่อต้องเจอความทุกข์
ก็ขอให้มีจิตที่สงบ
ไม่เร่งร้อนไปกับทุกข์ที่ต้องเจอ
I don’t wish to be happy forever,
for that is impossible.
But when I must encounter suffering,
I do wish to have a calm mind,
not harrowed by the suffering encountered.
for that is impossible.
But when I must encounter suffering,
I do wish to have a calm mind,
not harrowed by the suffering encountered.
ไม่ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป
เพราะความเป็นจริง..สังขารนั้นไม่เที่ยง
แต่เมื่อต้องพบเจอกับความเจ็บป่วย
ก็ขอให้ใจนั้นไม่ป่วยตาม
เพราะความเป็นจริง..สังขารนั้นไม่เที่ยง
แต่เมื่อต้องพบเจอกับความเจ็บป่วย
ก็ขอให้ใจนั้นไม่ป่วยตาม
I don’t wish to be in strong health forever,
for in reality all compounded things are impermanent.
But when I must experience illness,
I do wish for the mind not to be also ill.
for in reality all compounded things are impermanent.
But when I must experience illness,
I do wish for the mind not to be also ill.
ไม่ขอให้ร่ำรวย
เพราะต้นทุนแต่ละคนไม่เท่ากัน
แต่ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่มีพอเพียง
และอิ่มเต็มจากข้างในจิตใจ
แล้วเราก็จะรวยและสุขใจ
เพราะไม่ทุรนทุรายร้องขอในสิ่งที่ไม่มี
เพราะต้นทุนแต่ละคนไม่เท่ากัน
แต่ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่มีพอเพียง
และอิ่มเต็มจากข้างในจิตใจ
แล้วเราก็จะรวยและสุขใจ
เพราะไม่ทุรนทุรายร้องขอในสิ่งที่ไม่มี
I don’t wish to be wealthy,
for all are not equal in their capitals.
But I do wish to be happy with what there is sufficiently
and be sated from within the mind so that
I will then be rich and happy –
minded for not restlessly pining for what there is not.
for all are not equal in their capitals.
But I do wish to be happy with what there is sufficiently
and be sated from within the mind so that
I will then be rich and happy –
minded for not restlessly pining for what there is not.
ไม่ขอให้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ
เพราะสิ่งดี ๆ นั้นมีเป็นบางเวลา
แต่ขอให้เข้าใจในความเป็นจริงว่า..
ทุกคนต้องประสบพบเจอความผิดหวัง
เพราะมันคือสัจธรรม
เพราะสิ่งดี ๆ นั้นมีเป็นบางเวลา
แต่ขอให้เข้าใจในความเป็นจริงว่า..
ทุกคนต้องประสบพบเจอความผิดหวัง
เพราะมันคือสัจธรรม
I don’t wish to come across only good things,
for good things come along only once in a while.
But I do wish to understand the reality that everybody has to meet
with disappointment,
for that is the truth.
for good things come along only once in a while.
But I do wish to understand the reality that everybody has to meet
with disappointment,
for that is the truth.
…………..........................................................................
Jason C ศ.ดร.สมศีล (ผู้แปล)
Jason C ศ.ดร.สมศีล (ผู้แปล)
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สมศีล ฌานวังศะ ราชบัณฑิต
(ท่านผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้ได้แปลบทธรรมะเป็นภาษาอังกฤษ จากเจ้าประคุณสมเด็จ ปยุตฺโต หลายผลงานมาโดยต่อเนื่อง) ได้กรุณาแปลเป็นภาษาอังกฤษและส่งไปให้ ตามที่แนบ
จึงขอส่งมาแชร์เพื่อท่านจักได้ใช้เป็นประโยชน์
(ท่านผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้ได้แปลบทธรรมะเป็นภาษาอังกฤษ จากเจ้าประคุณสมเด็จ ปยุตฺโต หลายผลงานมาโดยต่อเนื่อง) ได้กรุณาแปลเป็นภาษาอังกฤษและส่งไปให้ ตามที่แนบ
จึงขอส่งมาแชร์เพื่อท่านจักได้ใช้เป็นประโยชน์
วิโรจน์ ตังเดชะหิรัญ
วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561
ธรรมเทศนา...เรื่อง “การปฏิบัติเพื่อเอามรรคเอาผล สำหรับผู้ไม่ต้องการเกิด”

ธรรมเทศนาโดย : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เรื่อง “การปฏิบัติเพื่อเอามรรคเอาผล สำหรับผู้ไม่ต้องการเกิด”
==========================================
เรื่อง “การปฏิบัติเพื่อเอามรรคเอาผล สำหรับผู้ไม่ต้องการเกิด”
==========================================
ธรรมเทศนาครั้งที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง...ในชีวิตของท่าน "พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)" วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
เป็นการเทศน์สอน ที่ยากนักจะได้รับฟังจากที่ใด ตลอดการเทศน์ท่านได้รวบรวมกระแสจิต หลับตาดำดิ่ง ลงสู่ห้วงสมาธิ และถ่ายทอดธรรมจากใจ ออกสู่ทางวาจา
ภิกษุสงฆ์ชราภาพ สังขารเกือบร้อยปี เทศนาธรรมด้วยน้ำเสียงก้องกังวานใส ตลอดระยะเวลา 1ชั่วโมง 20 นาที โดยที่ไม่มีการหยุดดื่มน้ำ ไม่มีการหยุดพักครึ่งใดๆทั้งสิ้น
วันนั้นเป็นวันที่คณะสงฆ์ สายพระป่ากรรมฐาน เดินทางมารวมตัวกันนับหมื่นรูป บางองค์อยู่ต่างจังหวัด บางองค์อยู่ต่างแดน หรือ แม้แต่อยู่ในป่าลึก ก็ยังออกมาฟังธรรมเทศนา ในครั้งนี้ของสุดยอดอรหันต์
จึงถือได้ว่า การรวมตัวของ เหล่าภิกษุในวันนั้น เป็นการรวมตัวกันของเหล่าศิษย์แห่งพระคถาคต ผู้ที่ต้องการบำเพ็ญเพียร เพื่อความหลุดพ้น เป็นการรวมตัวของพระนักปฏิบัติผู้มีนิพพานเป็นธงชัยแทบทั้งสิ้น
ธรรมะที่สอนกันในวันนั้น จึงเป็นธรรมชั้นสูง เป็นแก่นธรรมแท้ ที่ไม่มีการผ่อนปรนใดๆ เนื้อหาสาระจึงเต็มไปด้วยรสธรรมอันเผ็ดร้อน ดุเดือด องอาจแกล้วกล้า ถึงลูกถึงคน ด้วยมิต้องห่วงคำนึง ถึงความเป็นโลกียะจอมปลอม หรือเป็นห่วงฆราวาส ที่ฟังธรรมเสร็จแล้ว ต้องหวนกลับไป ดูแลลูกผัว เฝ้าเหย้า เฝ้าเรือน ใช้ชีวิตทางโลกธรรม
เทศนาในวันนั้นว่า ด้วยเรื่อง “การปฏิบัติเพื่อเอามรรคเอาผล สำหรับผู้ไม่ต้องการเกิด” เป็นธรรมะชั้นลึก จากประสบการณ์ตรงที่มีคุณค่า ประหนึ่งมหาสมบัติ เพราะทำให้นักเดินทาง ผู้มีนิพพานเป็นธงชัย ได้รู้ชัดถึงหนทางเดินว่า ถ้าปรารถนานิพพานในชาตินี้ เราต้องปฏิบัติอย่างไร เริ่มตรงไหน จบตรงไหน ต้องทำอะไรก่อนหลัง
การเดินทางสู่เส้นทาง แห่งพระนิพพานโดยปราศจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์คงไม่ต่างอะไรกับการคลำหาทางกลับบ้านกลางถ้ำมืด เมื่อท่านได้เขียนแผ่นที่ ทิ้งไว้ให้เราแล้ว ก็ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ สำรวจตรวจสอบกันว่า ในปัจจุบันนี้สองเท้าของเรา กำลังเหยียบย่างอยู่ตรงไหนในระหว่างทางกันแน่ กำลังเดินอยู่ในทาง หรือ หลงออกนอกเส้นทางไปแล้ว
โอกาสนี้เอง ผู้เขียนจึงใคร่ขออนุญาตนำ บทเทศนาของหลวงตามหาบัว มาถอดความ และจำแนกออกเป็นข้อๆ พร้อมทั้งอนุญาต อธิบายเพิ่มเติมสมทบลงไป เพื่อให้เหล่าโยคาวจรทั้งหลายได้ศึกษาหนทาง แห่งการดับทุกข์ ที่ถูกต้องตรงธรรม และ สามารถเข้าใจได้โดยง่าย ไปพร้อมๆกันดังนี้
1. ผู้ปฏิบัติเพื่อมุ่งนิพพาน จะต้องถือศีลให้บริสุทธิ์ ข้อนี้สำคัญมาก ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้ก่อน เรื่องอื่นใด คือ ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของศีลธรรมความดีงาม อะไรผิดศีล ห้ามทำโดยเด็ดขาด
2. ให้คิดถึงนิพพานทุกขณะ เหมือนนิพพานอยู่ตรงหน้า คือ ระลึกไว้เสมอว่า เราจะไปนิพพานเท่านั้น จุดเดียวที่เดียว อย่างอื่นไม่เอา ให้พุ่งตรง ตัดตรงไปเลย
3. ทำสมาธิในชีวิตประจำวัน ให้ได้ คือ ถ้าใครบริกรรมพุทโธ ก็ให้ทำไป ใครดูลมหายใจ ก็ให้ดูไป เรื่องนี้เน้นย้ำมาก ให้คุมกรรมฐานไว้ระหว่างวัน ส่วนจะใช้กรรมฐานชนิดใด ตรงนี้ใช้ได้หมด ขอให้อยู่ในหมวดกรรมฐาน 40 ไม่มีอะไรผิด จุดนี้ให้เน้นไปที่ การทำสมถะก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจวิปัสสนาในช่วงแรกๆ ต้องฝึกให้จิต มีความตั้งมั่นก่อน ให้จิตอยู่กับกรรมฐาน ของตนตลอดเวลาทั้งวัน
ยกเว้นเวลาที่ต้องทำงานเท่านั้น เน้นว่า นี่คือการปฏิบัติเบื้องต้น ไม่ควรทำสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ควรทำผิดไปจากนี้
4. เมื่อทำสมาธิในชีวิตประจำวัน ไปจนจิตเข้าสู่สมาธิได้แล้ว ให้สังเกตดู ช่วงนี้จิตจะปรุงกิเลสน้อยลง เพราะจิตมันอิ่มอารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่งมากขึ้น ทำความสงบได้ง่ายขึ้น พูดง่ายๆ ว่า จิตของเรา เริ่มมีกำลังเกิดความตั้งมั่นได้ง่าย คือ ในชีวิตประจำวัน ก็ทรงอารมณ์อยู่กับกรรมฐานได้
เมื่อทำสมาธิในรูปแบบ ก็มีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ อย่างนี้ถือว่า เริ่มใช้ได้แล้ว ตรงนี้ ให้เริ่มพัฒนาในขั้นตอนต่อไป อย่าหยุดอยู่แค่การทำสมาธิ
5. พอจิตสงบ ตั้งมั่นแล้ว คราวนี้ท่านให้เริ่มเดินปัญญาต่อไปเลย เพียงแค่สมาธิอย่างเดียวนั้น จิตจะไม่มีความกว้างขวาง จะต้องเดินปัญญาต่อ จึงจะเกิดความกว้างขวาง นี่คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าแนะนำเอาไว้ ต้องทำตามพระพุทธเจ้าท่านสอน
6. ให้เริ่มต้นพิจารณาร่างกาย โดยให้แยกเป็นส่วนๆ คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ หรือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
นี่เป็นตำหรับแท้ๆ ของพระพุทธเจ้า ให้เอามาดูเป็นส่วนๆ ดูสิ เส้นผมของเราเป็นยังไง สะอาดหรือสกปรก เหมือนกันกับขนสัตว์ ชนิดอื่นหรือเปล่า ถ้าไม่อาบน้ำมันจะเป็นอย่างไร แล้วไล่พิจารณาเรียงไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
กรรมฐาน 5 นี้ เป็นพื้นฐานทางเดินทาง ด้านปัญญา ให้หัดดูไปเรื่อยๆ เห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ก็ให้พิจารณาไป ให้เห็นว่า ที่ทำอยู่นี้คือ หินลับปัญญา
7. เมื่อทำจนชำนาญ ต่อไป ก็ลองแยกให้เป็นธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณาให้เป็น อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกข์ขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) ทำเช่นนี้ สติปัญญาจะมากขึ้นเป็นลำดับ
8. เมื่อพิจารณาสักพัก ก็ให้ย้อนกลับมา
ทำสมาธิ เอาความสงบ เอากำลังของจิตใหม่ ต่อเมื่อจิตอยู่ในความสงบ เริ่มมีกำลังฟื้นตัว ก็กลับมาเดินไปปัญญาอีกครั้ง ให้ทำเช่นนี้สลับไป ห้ามทำอย่างหนึ่งอย่างใด เพียงอย่างเดียว ต้องมีทั้งการทำสมาธิ และเดินปัญญาสลับกันเรื่อยไป
ทำสมาธิ เอาความสงบ เอากำลังของจิตใหม่ ต่อเมื่อจิตอยู่ในความสงบ เริ่มมีกำลังฟื้นตัว ก็กลับมาเดินไปปัญญาอีกครั้ง ให้ทำเช่นนี้สลับไป ห้ามทำอย่างหนึ่งอย่างใด เพียงอย่างเดียว ต้องมีทั้งการทำสมาธิ และเดินปัญญาสลับกันเรื่อยไป
9. เมื่อถึงจุดหนึ่ง คราวนี้ให้กำหนดเป็นอสุภะ อสุภะก็คือ กรรมฐานกองหนึ่ง ที่ทำให้เห็น ธรรมชาติของ ร่างกายคนเรา มีอยู่10 ระยะ คือ -ซากศพที่เน่าพองขึ้นอืด
-ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ คละด้วยสีต่างๆ
-ซากศพที่มีน้ำเหลือง น้ำหนองไหลเยิ้ม (เน่าเฟะ)
-ซากศพที่ขาดออกเป็น ๒ ท่อน
-ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว
-ซากศพที่กระจุยกระจาย
-ซากศพที่ถูกฟันบั่นเป็นท่อนๆ
-ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบอยู่ (จมกองเลือด)
-ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำ เต็มไปหมด
-ซากศพที่เหลืออยู่แต่ ร่างกระดูก หรือ เหลือแต่ท่อนกระดูก
-ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ คละด้วยสีต่างๆ
-ซากศพที่มีน้ำเหลือง น้ำหนองไหลเยิ้ม (เน่าเฟะ)
-ซากศพที่ขาดออกเป็น ๒ ท่อน
-ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว
-ซากศพที่กระจุยกระจาย
-ซากศพที่ถูกฟันบั่นเป็นท่อนๆ
-ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบอยู่ (จมกองเลือด)
-ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำ เต็มไปหมด
-ซากศพที่เหลืออยู่แต่ ร่างกระดูก หรือ เหลือแต่ท่อนกระดูก
ในการกำหนดอสุภะนี้ ให้กำหนดภาพเหล่านี้
ขึ้นมาตรงหน้าเลย ทำให้ภาพนิ่งอยู่ตรงหน้า อย่างนั้น หมั่นเอาภาพอสุภะมาตั้ง ไว้ตรงหน้าเสมอ ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไร แค่ให้จิตกำหนดภาพเหล่านี้ให้ได้ก็พอ
ขึ้นมาตรงหน้าเลย ทำให้ภาพนิ่งอยู่ตรงหน้า อย่างนั้น หมั่นเอาภาพอสุภะมาตั้ง ไว้ตรงหน้าเสมอ ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไร แค่ให้จิตกำหนดภาพเหล่านี้ให้ได้ก็พอ
แล้วดูไป ดูอย่างเดียว เพ่งไปเลยอย่าให้คลาด เมื่อถึงจุดที่เพียงพอ จิตมันจะรู้ของมันเอง
10. เมื่อถึงจุดที่เพียงพอ แก่ความต้องการของจิต คราวนี้ธรรมชาติจะหมุน ไปสู่ความจริง ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะเป็นธรรมที่ละเอียดมาก จิตมันจะมีปัญญา ในเรื่องกามราคะ ถึงตอนนั้น จิตมันจะสิ้นข้อสงสัย ในเรื่องกามราคะไปเลย โดยไม่ต้องมีใครบอก
ในขั้นนี้ จะสำเร็จเป็น พระอนาคามีแล้ว
ในขั้นนี้ จะสำเร็จเป็น พระอนาคามีแล้ว
11. เมื่อทำซ้ำๆ จนบรรลุอนาคามี จิตจะไม่กลับมาเกิดอีก เพราะกามราคะมัน ขาดสะบั้นไปสิ้น จิตมันจะหมุนขึ้นสูงอย่างเดียว ไม่ลงต่ำ ไปอยู่ชั้นพรหมสุทธาวาส เวลานั้นจิตจะรู้ความจริงไปตามลำดับ
12.ทบทวนและย้ำอีกรอบว่า "เมื่อทำสมาธิ(สมถะ) ให้พักเรื่องปัญญา(วิปัสสนา)
และเมื่อเดินปัญญา(วิปัสสนา) ก็ให้พักเรื่องสมาธิ(สมถะ) ทั้งสองสิ่งนี้ จะต้องทำสลับกันไปตลอด ห้ามทิ้งอย่างหนึ่งอย่างใด และเมื่อทำสิ่งหนึ่ง ก็ไม่ต้องคิดถึงอีกสิ่ง คือ ทำความสงบ ก็ทำไป พิจารณาความจริง ก็ทำไป ห้ามนำมาปนกัน ให้ทำสลับไปอย่างนี้เรื่อยๆ ตลอดการปฏิบัติ
13. เมื่อก้าวถึงภูมิอนาคามีแล้ว จะมีภูมิของอนาคามี ที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีความเข้มข้นอยู่ 5 ระดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลื่อนขึ้นไปเป็นขั้นๆ พวกที่ก้าวข้ามขั้นไปเลยก็มี แต่ส่วนใหญ่ในช่วงกึ่งพุทธกาลเช่นนี้ จะหายาก โดยมากแล้วจะไปทีละขั้น เพราะด่านกามราคะมันยากจริงๆ ไม่ใช่ของง่าย
14. ในขั้นนี้ปัญญา จะเดินอัตโนมัติ ตลอดเวลาแล้ว เห็นนิพพานอยู่ตรงหน้า ช่วงนี้ปัญญาจะฆ่ากิเลส ตลอดเวลาทุกอิริยาบถ ทั้งยืน เดิน นั่ง ฆ่ากิเลสตลอดเวลา ยกเว้นเวลานอนหลับ ตอนนั้นไม่มีคำว่า เผลอแล้ว เพราะปัญญาจะเกิดอย่างถี่ยิบ
15. สติปัญญาเดินมาก ต้องย้อนสู่สมาธิ ห้ามเดินปัญญา แต่อย่างเดียวเด็ดขาด ต้องทำสลับกันไปเช่นนี้
16. ต่อไปจะก้าวเข้าสู่ มหาสติปัญญา ถึงตรงนี้จะหมดนิมิต ที่เกี่ยวกับจิต เหมือนฟ้าแลบตลอด ไม่ต้องบังคับให้จิตทำงาน กิเลสซ่อนอยู่ตรงไหน ปัญญาจะตามไปฆ่าเชื้อที่นั่น
ส่วนใหญ่ถึงตรงนี้ ทุกข์เวทนาจะน้อยมากๆ เหลือเพียงสุขเวทนาเท่านั้น มันจะเห็นสุขเวทนาชัดเจนมาก จุดนี้เองที่มันจะเข้าไปใน ปราสาทราชวัง ไปเจอนายใหญ่ คือ อวิชชา ค้นพบอริยสัจ 4
มันจะเห็นกษัตริย์แห่งวัฏฏะ คือ ตัวอวิชชา ถึงตรงนั้นทุกสรรพสิ่ง จะว่างไปหมด ยกเว้นเพียงตัวเองที่ยังไม่ว่าง
17. เมื่อถึงจิตตะ คือ อวิชชา พอเปิดอันนี้ออก จิตมันก็จ้าขึ้น ตอนนี้ข้างนอกก็สว่าง ภายในก็สว่าง ว่างทั้งหมด
ตัวเราก็ว่าง เป็นวิมุต คือ ธรรมชาติที่แท้จริง
จิตเป็นธรรมธาตุ เป็นภาวะนิพพาน จิตไม่เคยตาย ถึงธรรมชาติแล้ว หายสงสัยล้านเปอร์เซ็นต์
จิตเป็นธรรมธาตุ เป็นภาวะนิพพาน จิตไม่เคยตาย ถึงธรรมชาติแล้ว หายสงสัยล้านเปอร์เซ็นต์
18. แรกเริ่ม ธาตุขันธ์ เป็นเครื่องมือของกิเลส แต่ปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่ง ธาตุขันธ์จะเป็นเครื่องมือ ของธรรมทั้งหมด"
ธรรมเทศนาของ "หลวงตามหาบัว" ข้างต้นเปรียบได้ ดั่งแผนที่เส้นทางปฏิบัติธรรม ที่ชัดเจนที่สุด ตั้งแต่เบื้องต้นต้น ถึงปลายทางแห่งพระนิพพาน เป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่ครูบาอาจารย์ได้มอบแก่ เหล่าศิษย์นักปฏิบัติทั้งหลาย
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาบุญ...สาธุ ๆ ๆ... กับท่านผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลาย
วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561
"พรอันเลิศ ๓ ประการ" สำคัญไฉน?

"พรอันเลิศ ๓ ประการ" สำคัญไฉน?
========================
========================
พรอันเลิศ ๓ ประการ สำหรับผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเพื่อเข้าถึง "โลกุตรธรรม" เพื่อทำให้พ้นไปจากโลกียวิสัยและอาสวกิเลสทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลาย มีดังนี้คือ
๑. ขอให้ไม่มีอนาคต
===============
===============
หมายถึง...ขอให้มีสติ อยู่กับปัจจุบัน แม้วางแผนการงานในอนาคตเอาไว้ก็ไม่ยึดมั่นให้เป็นทุกข์ อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงเป็น ปัจจุบันธรรม ไม่มีอนาคต สตินี่เป็นเครื่องให้เข้าใกล้ มรรคผล นิพพาน
๒.ขอให้หมดเนื้อหมดตัว
=================
=================
หมายถึง ขอให้หมดอุปาทานในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเรา ของตัวเรา ไม่มีตัวเราอยู่ในที่ใดๆ หมดแล้วซึ่งเนื้อตัวนี้
๓.ขอให้ไม่ผุดไม่เกิด
===============
===============
หมายถึง ขอให้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ย่อลงได้ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อถึงโลกุตรธรรม โดยมี "นิพพาน" อันพ้นจากทุกข์ คือการเกิดอีก
ท้ายนี้...ข้าพเจ้าขออนุโมทนาในคำสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ข้าพเจ้า...ขอนอบน้อมคำสอน พระสุปติปันโนเอาไว้ด้วยเศียรเกล้า สาธุ...สาธุ...สาธุ
~ ธัมมวิชชา ภิกษุณี ~
วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561
[พิธีกรรม] คำขอบรรพชา "สามเณรี"
คำขอบรรพชา สามเณรี (ต้องท่องได้)
==========================
นั่งกระโหย่ง พนมมือเหนือศีรษะ ตั้งนะโม (๓ จบ)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
โอกาสะ อะหัง อัยเย ปัพพัชชัง ยาจามิ.
ทุติยัมปิ อะหัง อัยเย ปัพพัชชัง ยาจามิ.
ตะติยัมปิ อะหัง อัยเย ปัพพัชชัง ยาจามิ.
สัพพะทุกขะนิสสะระณะ นิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
อิมัง กาสาวัง คะเหต๎วา, ปัพพาเชถะ มัง อัยเย,
อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ สัพพะทุกขะนิสสะระณะ นิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
อิมัง กาสาวัง คะเหต๎วา, ปัพพาเชถะ มัง อัยเย,
อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ สัพพะทุกขะนิสสะระณะ นิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
อิมัง กาสาวัง คะเหต๎วา, ปัพพาเชถะ มัง อัยเย,
อะนุกัมปัง อุปาทายะ
...น้อมถวายผ้าไตรแด่ปวัตตินี และ กลับมานั่งพับเพียบประนมมือ
ฟังโอวาท จบแล้ว นั่งกระโหย่ง พนมมือ กล่าวต่อ...
สัพพะทุกขะนิสสะระณะ นิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
เอตัง กาสาวัง ทัตต๎วา, ปัพพาเชถะ มัง อัยเย,
อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ สัพพะทุกขะนิสสะระณะ นิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
เอตัง กาสาวัง ทัตต๎วา, ปัพพาเชถะ มัง อัยเย,
อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ สัพพะทุกขะนิสสะระณะ นิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
เอตัง กาสาวัง ทัตต๎วา, ปัพพาเชถะ มัง อัยเย,
อะนุกัมปัง อุปาทายะ
...รับมอบผ้าไตรคืน ขณะรับกล่าวบทพิจารณาจีวร...
ปฏิสังขาโยนิโส จีวะรัง ปฏิเสวามิ,
ยาวะ เทวะ สีตัสสะ ปฏิฆาตายะ, อุณหัสสะ ปฏิฆาตายะ,
ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปฏิฆาตายะ ,
ยาวะเทวะ หิริโกปินะ ปฏิฉาทานัตถัง
... ปวัตตินี ให้มูลกรรมฐาน กล่าวตาม...
เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ
ตะโจ ทันตา นขา โลมา เกสา
คำขอสรณะ และ ขอศีล (ต้องท่องได้)
==========================
นั่งกระโหย่ง พนมมือเหนือศีรษะ
โอกาสะ อะหัง อัยเย ติสะระเณนะสัทธิง ปัพพัชชา ทะสะ สีลัง ธัมมัง
ยาจามิ, อะนุคะหัง กัต๎วา สีลัง เทถะ เม อัยเย อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ อะหัง อัยเย ติสะระเณนะสัทธิง ปัพพัชชา ทะสะ สีลัง ธัมมัง
ยาจามิ, อะนุคะหัง กัต๎วา สีลัง เทถะ เม อัยเย อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ อะหัง อัยเย ติสะระเณนะสัทธิง ปัพพัชชา ทะสะ สีลัง ธัมมัง
ยาจามิ, อะนุคะหัง กัต๎วา สีลัง เทถะ เม อัยเย อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ท่านกล่าว................... น้อมตัวรับว่า “อามะ อัยเย”
ท่านกล่าวนำ นะโม และ พุทธัง .. ให้ว่าตาม.....
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ท่านกล่าว..“ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง” น้อมรับว่า “อามะ อัยเย”
๑. ปาณาติปาตา เวระมณีสิกขา ปะทัง
๒. อทินนาทานา เวระมณีสิกขา ปะทัง
๓. อะพ๎รัห๎มะจะริยา เวระมณีสิกขา ปะทัง
๔. มุสาวาทา เวระมณีสิกขา ปะทัง
๕. สุราเมระยะ มัชชะปะมา ทัฏฐานา เวระมณีสิกขา ปะทัง
๖. วิกาละโภชะนา เวระมณีสิกขา ปะทัง
๗. นัจจะคีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสสะนา เวระมณีสิกขา ปะทัง
๘. มาลาคันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา
เวระมณีสิกขา ปะทัง
๙. อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา เวระมณีสิกขา ปะทัง
๑๐. ชาตะรูปะ ระชะตะ ปะฏิคคะหะณา เวระมณีสิกขา ปะทัง
กล่าวต่อ.. อิมานิ ปัพพัชชา ทะสะสิกขา ปะทานิ สะมาทิยามิ(๓ จบ)
ท่านกล่าว......................... น้อมตัวรับว่า “อามะ อัยเย”
คำขอนิสัย ต่อ ท่านปวัตตินี (ต้องท่องได้)
=====================
อะหัง อัยเย นิสสะยัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อัยเย นิสสะยัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อัยเย นิสสะยัง ยาจามิ
อุปัชฌาโย เม อัยเย โหหิ (ท่านว่า “ปฏิรูปัง” รับว่า “สาธุ อัยเย")
อุปัชฌาโย เม อัยเย โหหิ (ท่านว่า “ปฏิรูปัง” รับว่า “สาธุ อัยเย")
อุปัชฌาโย เม อัยเย โหหิ (ท่านว่า “ปฏิรูปัง” รับว่า “สาธุ อัยเย")
อัชชะตัคเคทานิ , เถรี มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรียะ ภาโร.(๓ จบ)
กราบ ๓ ครั้ง
ท่านปวัตตินี กล่าวมอบหมายหน้าที่ให้ท่านพระอาจารย์ภิกษุณี สอนต่อไป
คำขอนิสัย ต่อ ท่านพระอาจารย์ภิกษุณี
==============================
อะหัง อัยเย นิสสะยัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง อัยเย นิสสะยัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง อัยเย นิสสะยัง ยาจามิ
อาจริโย เม อัยเย โหหิ(ท่านว่า “ปฏิรูปัง” รับว่า “สาธุ อัยเย”)
อาจริโย เม อัยเย โหหิ(ท่านว่า “ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ” รับ “สาธุ อัยเย”)
อาจริโย เม อัยเย โหหิ(ท่านว่า “โอปายิกัง” รับว่า “สาธุ อัยเย”)
อัชชะตัคเคทานิ , เถรี มัยหัง ภาโร ,อะหัมปิ เถรียะ ภาโร.
(๓ จบ)
กราบ ๓ ครั้ง
เสร็จพิธี
วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ข้อคิดเตือนใจ..."ความงก"
ถ้าท่านมีแต่ "ความงก"
ท่านจะเป็น "ยาจก" ในเรือนเศรษฐี
ถ้าท่านขาด "ความพอดี"
ท่านจะพบกับ "ความทุกข์" อย่างมหันต์
"ผู้ให้"...ย่อมเป็นที่รัก
และต้องรู้จัก "ประมาณ" ในการให้
ท่านจะเป็น "ยาจก" ในเรือนเศรษฐี
ถ้าท่านขาด "ความพอดี"
ท่านจะพบกับ "ความทุกข์" อย่างมหันต์
"ผู้ให้"...ย่อมเป็นที่รัก
และต้องรู้จัก "ประมาณ" ในการให้
~ ธัมมวิชชา ภิกษุณี ~
วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560
"บาปกรรม"...เมื่อเกิดขึ้นแล้วแก้ไขไม่ได้
"บาปกรรม"...เมื่อเกิดขึ้นแ
ไม่ต้องไปแสวงหาพระสักดิ์สิ
ให้ท่านมา "แก้กรรม" ของตน
เพราะเมื่อ "บาปกรรม" เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ว่าอย่างไร...ก็ต้องรับผ
ไม่มีใคร "แก้กรรม" ให้ได้นอกจากตน
เราทุกคน "แก้กรรม"...ไม่ได้
แต่เรา "หนีกรรม"...ในภพชาตินี้ได้
ด้วยการ "หมั่นสร้างบุญกุศล" ให้มาก
ที่สุดแห่ง "สังสารวัฏ" ของตน
ไม่ว่าใครก็ต้องรับ "ผลแห่งกรรม" ทั้งนั้น
แม้พระอริยเจ้า...ก็ยังหนีไ
~ ธัมมวิชชา ภิกษุณี ~
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


